
ยึดฐานผลิตเมียนมา ล้อมตลาดไทย-เพื่อนบ้าน
การค้าชายแดนถือเป็นพื้นฐานการเริ่มต้นทำการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านสำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจจะออกไปลงทุนในต่างประเทศ
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
การค้าชายแดนถือเป็นพื้นฐานการเริ่มต้นทำการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านสำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจจะออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในซีแอลเอ็มวีที่มีชายแดนติดกับไทย
วิชัย เข็มทองคำ ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดตาก และกรรมการผู้จัดการ บริษัท จีบิสเน็ซลิ้งค์ ผู้ผลิตและจำหน่ายปลากระป๋องและซอสปรุงรสแบรนด์ OCEAN และ READY ในเมียนมา กล่าวถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจว่า เดิมเคยทำโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลในประเทศไทยมาก่อนแต่ทางผู้ลงทุนเห็นว่าควรจะออกไปหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่ม ซึ่งได้มีการสำรวจและศึกษาหลายประเทศ และเห็นว่าเมียนมามีความเหมาะสมสุด เพราะทำเลอยู่ใกล้ไทย มีลักษณะวัตถุดิบที่คล้ายๆ กัน
ระยะแรกที่เข้าไป บริษัทเริ่มดูในกลุ่มของพืชผักและผลไม้ก่อน แต่พบว่ายังมีลักษณะที่ต่างจากไทย เพราะในไทยมีการปรับปรุงพันธุ์ให้เหมาะกับการนำมาแปรรูปบรรจุกระป๋อง ขณะที่ของเมียนมายังเป็นพันธุ์ดั้งเดิม จึงไม่คุ้มในการผลิต สุดท้ายเลยมาลงตัวที่ “อาหารทะเล”
วิชัย เล่าว่า ในสมัยนั้นรัฐบาลเมียนมายังไม่มีนโยบายส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในเมียนมา ทำให้การเข้าเจรจาขอรับการส่งเสริมการลงทุนยากมาก ค่าเช่าที่ดินก็แพง สิ่งอำนวยความสะดวกก็ยังไม่พร้อม โชคดีที่มีเพื่อนคนท้องถิ่นสนใจอยากทำโรงงานแปรรูปอาหารทะเลเหมือนกัน โดยเข้าไปเช่าโรงงานแปรรูปอาหารเก่าของรัฐบาลมาทำพร้อมเข้าไปสนับสนุนเทคโนโลยี ให้ความรู้และฝึกอบรมในกระบวนการผลิตให้ จนสินค้าที่ผลิตออกมาได้รับความนิยมติดตลาด
ขณะเดียวกันบริษัทเริ่มทำตลาดในเมียนมาคู่ขนานกันไปกับการเป็นพี่เลี้ยงให้คนอื่น ด้วยการเป็นเทรดดิ้ง ซื้อมาขายไป โดยว่าจ้างให้ผลิต (โออีเอ็ม) ปลากระป๋องให้ภายใต้แบรนด์ของตัวเองคือ “OCEAN” หรือโอเซี่ยน เข้าไปจำหน่ายเริ่มจากขายตามชายแดนแล้วค่อยๆ เจาะเข้าไป ถึงปัจจุบันปลากระป๋องแบรนด์โอเซี่ยนติดตลาดในเมียนมาไปเรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ หลังจากเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่มีกฎหมายส่งเสริมการลงทุนชัดเจน ในอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดการจ้างงานและลดการนำเข้าลง จึงเป็นจังหวะของบริษัทเข้าไปขอรับส่งเสริมการลงทุนในการเปิดโรงงานผลิตอาหารแปรรูปกระป๋อง (ปลา ไก่ เนื้อ เป็ด และถั่วกระป๋อง) แบรนด์ READY (เรดดี้) และซอสปรุงรส (ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ และน้ำจิ้มไก่) แบรนด์บราโว่ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีจนติดตลาดในเมียนมาเช่นกัน
“สินค้าบริษัทเน้นลูกค้าระดับกลางถึงบน และมีวางขายอยู่ทุกที่ ตั้งแต่ร้านค้าส่ง 200 กว่าราย ร้านค้าปลีก 8,000 กว่าราย ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้ออีก 400-500 แห่งทั่วเมียนมา โดยบริษัทเป็นทั้งผู้ผลิตและจำหน่ายเองทั้งหมดในเมียนมา ซึ่งที่ผ่านมามีอัตราการโตเฉลี่ยปีละ 5-10%” วิชัย กล่าว
โดยหลังจากปีนี้ไป เชื่อว่าอัตราการเติบโตจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดอยู่ที่ 50% พร้อมตั้งเป้าภายในปี 2561 จะเริ่มผลิตเพื่อส่งออกมาขายในกลุ่มประเทศซีแอลวี (กัมพูชา ลาว และเวียดนาม) จากช่องว่างที่ยังสามารถเข้าไปเจาะตลาดได้ และคาดว่าภายในปี 2562 จะเริ่มเห็นปลากระป๋องแบรนด์โอเซี่ยนที่ผลิตจากเมียนมาเข้ามาวางขายในไทยได้ จากก่อนหน้ามีการขายเฉพาะพื้นที่ชายแดนฝั่งเมียนมาเท่านั้น







