
‘ซันสวีท’พลิกสูตรธุรกิจโต หนุนเกษตรกรสู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง
จุดเริ่มต้นของธุรกิจข้าวโพดแบรนด์ “เคซี” หรือชื่อเต็ม “King of corn” เกิดจากการปรับแนวคิดการทำธุรกิจเกี่ยวกับเกษตร
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
จุดเริ่มต้นของธุรกิจข้าวโพดแบรนด์ “เคซี” หรือชื่อเต็ม “King of corn” เกิดจากการปรับแนวคิดการทำธุรกิจเกี่ยวกับเกษตร ต้องหาพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดฤดูกาล ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญสร้างการเติบโตและมีความยั่งยืนให้กับธุรกิจ นั่นคือคัมภีร์ธุรกิจที่ “องอาจ กิตติคุณชัย” ผู้ปลุกปั้นซันสวีทให้ติดท็อปทรีในอุตสาหกรรมการผลิตข้าวโพดหวานของไทยใช้เป็นศาสตร์สู่ความสำเร็จ
องอาจ กิตติคุณชัย ประธานกรรมการ บริษัท ซันสวีท ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานแบรนด์เคซี เปิดเผยถึงคีย์ซัคเซสการทำธุรกิจเกษตรให้ประสบความสำเร็จตามแนวคิดของเคซี ว่า เกษตรกรควรปรับตัวและเรียนรู้กลไกของตลาดมีความต้องการสินค้าเกษตรประเภทใด ขณะเดียวกันต้องปรับตัวสู่สมาร์ทฟาร์เมอร์ นำเทคโนโลยีมาใช้การทำเกษตร เพื่อเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นและลดต้นทุน และสิ่งสำคัญต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า จากสินค้าเกษตรมาสู่เกษตรแปรรูป
ย้อนไปเมื่อตอนวัยหนุ่มอายุ 27-28 ปี หรือประมาณปี 2530 เริ่มทำธุรกิจเกี่ยวกับเกษตรในลักษณะซื้อมาขายไป โดยมีโรงงานขนาดเล็ก ที่สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ แต่เป็นการทำธุรกิจผลไม้ตามฤดูกาลของภาคเหนือ เผชิญกับอุปสรรคมากมาย เช่น ลิ้นจี่จะออกผลแค่ 1 เดือน มะเขือเทศกว่า 1 เดือน ลำไย 1 เดือน แรงงานก็ต้องจ้างและหยุดตามช่วงของผลไม้ ทำให้ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการทำธุรกิจผลไม้ตามฤดูกาลไม่มีความแน่นอน บางปีผลผลิตดีและบางปีผลผลิตไม่ดี จึงมาคิดทบทวนใหม่และเลือกที่จะทำธุรกิจเกี่ยวกับข้าวโพด เพราะสามารถปลูกได้ทั้งปี
ทั้งนี้ จึงก่อตั้งบริษัท ซันสวีทขึ้นเมื่อปี 2540 เพื่อดำเนินธุรกิจข้าวโพดหวานบรรจุภัณฑ์กระป๋องเป็นสินค้าตัวแรก แต่การทำธุรกิจก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด เราเจอโจทย์ใหญ่ปัญหาเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ไม่ดีพอ คุณภาพผลการผลิตค่อนข้างแย่ แข็งและเม็ดเล็ก ขณะที่เมล็ดพันธ์ุดีหาได้ยาก รวมทั้งตลาดไทยไม่ตอบรับกับผลไม้กระป๋อง บริษัทจึงปรับแผนจากในประเทศไปส่งออกแทน
แต่การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย บริษัทค่อนข้างโฟกัสตลาดส่งออก เน้นในกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อกลางๆ มากกว่าจะเจาะตลาดที่มีกำลังซื้อสูง โดยส่งออกสินค้าไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน มากกว่าจะส่งออกสินค้าไปยังยุโรป ปัจจุบันซันสวีทเป็น 1 ใน 3 ของผู้นำในอุตสาหกรรมการผลิตข้าวโพดหวานของประเทศไทย มีสัดส่วนการส่งออก 25-30% ของตลาดส่งออกที่มีผลผลิตประมาณ 5.8 แสนตัน/ปี ปัจจุบันไทยถือว่าเป็นประเทศส่งออกข้าวโพดหวานเป็นอันดับ 1 ของโลก คิดเป็น 5% ของมูลค่ารวม 1,750 ล้านบาท รองลงมาคือ สหรัฐอเมริกา และฮังการี
เมื่อก้าวสู่ปี 2547 บริษัทจึงเริ่มมีสายพันธุ์เมล็ดข้าวโพดที่สมบูรณ์ จึงแตกผลิตภัณฑ์ใหม่ไปสินค้าเกษตรแปรรูปยิ่งขึ้น เช่น ข้าวโพดหวานแช่แข็ง ข้าวโพดหวานแบบฝักบรรจุสุญญากาศ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ผักรวมแช่แข็ง น้ำนมข้าวโพดพร้อมดื่ม ข้าวโพดคลุกเนย ซุปข้าวโพด และข้าวโพดปิ้ง คาดจะเริ่มส่งออกปีนี้ พร้อมแตกธุรกิจกลุ่มพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วแระ ถั่วแดง ถั่วขาว ในอนาคตบริษัทจะทำผักออร์แกนิก 2-3 ปีข้างหน้า
“ผมเชื่อว่าเทรนด์ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าตลาดผักออร์แกนิกแจ้งเกิดแน่นอน จากกระแสการดูแลและใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภค พฤติกรรมการรับประทานอาหารจะน้อยลง ไม่ได้ต้องการกินเพื่ออิ่มแต่ต้องการกินเพื่อสุขภาพ แต่ขณะนี้สินค้าเกษตรที่จำหน่ายส่วนใหญ่ยังไม่ได้มาตรฐานออร์แกนิกอย่างแท้จริง เพราะการทำมีขั้นตอนยุ่งยากและต้องปรับหน้าดินไม่ให้มีสารเคมีอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป”
ผลดังกล่าวทำให้ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทเริ่มกลับมาทำตลาดเมืองไทย เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มให้การตอบรับข้าวโพดหวาน ซึ่งเมื่อเทียบราคาแล้วเคซีจำหน่าย 20 บาท/ฝัก ข้าวโพดท้องตลาด 10 บาท/ฝัก โดยเชื่อว่าผู้บริโภคจะยอมจ่ายเพื่อแลกกับความสะอาดและปลอดภัย ทั้งนี้ได้เริ่มนำข้าวโพดสุญญากาศมาจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น วางเป้า 3-5 ปีรายได้โต 20% ต่อเนื่องทุกปี จากปีนี้คาด 2,000 ล้านบาท มีกำลังการผลิต 1.3 แสนตัน/ปี
ด้านการบริหารความเสี่ยง สูตรง่ายๆ ของธุรกิจเกษตร คือ ทำคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง บริหารความเสี่ยงเรื่องผลิตผลและต้นทุน ควบคุมเรื่องเมล็ดพันธ์ุ ตรวจสอบผลระหว่างปลูกและรับซื้อเมื่อถึงฤดูการเก็บเกี่ยว ช่วยเหลือเกษตรกรลดความเสียหาย ลดต้นทุน ซึ่งถือเป็นหลักสำคัญทำให้ผลผลิตได้ตามจำนวน
องอาจ กล่าวว่า หากจะให้ธุรกิจประสบความสำเร็จต้องเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร เราไม่สามารถเติบโตหรือยืนหยัดได้หากไร้เกษตรกรที่มีประสิทธิภาพ โดยบริษัททำคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่งกับเกษตรกรกว่า 2 หมื่นรายในเขตภาคเหนือตอนบนและล่าง มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวาน 5 หมื่น-1 แสนไร่ บริษัททำฟาร์มต้นแบบ หรือสมาร์ทฟาร์ม เปิดให้เกษตรกรนำองค์ความรู้ไปใช้สร้างผลผลิตต่อไร่ให้เพิ่มสูง
ขณะเดียวกัน มุ่งเน้นให้เกษตรกรเริ่มใช้เทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานยิ่งขึ้น สอนเรื่องการจัดการระบบรางน้ำ คุมการให้น้ำ สารอาหาร รวมถึงทำให้มีวัชพืชน้อยลง สอนการให้ปุ๋ย การวัดอุณหภูมิ ความชื้น ความร้อน แสงแดด จนถึงเก็บเกี่ยว การขนส่ง สำหรับโครงการสมาร์ทฟาร์ม บริษัทใช้ 5-10 ปี พัฒนาและทดสอบ เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงได้ง่ายและได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ
การจะให้ธุรกิจยั่งยืนก็ต้องเป็นผู้ให้กับธรรมชาติ แนวทางของเราคือ “เกษตรสีเขียว” บริหารจัดการในโรงงานของซันสวีท บูรณาการเพื่อความยั่งยืนอยู่ร่วมกับชุมชน ใช้พลังงานหมุนเวียนภายใน เช่น นำพลังงานไอน้ำจากกระบวนการต้มข้าวโพดไปเป็นพลังงานหมุนเวียนในโรงงาน นำซังข้าวโพด เปลือกข้าวโพดและส่วนอื่นๆ เป็นพลังงานชีวมวล ส่วนการบำบัดน้ำเสีย บริษัทพัฒนาจนนำมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าได้
ความไม่แน่นอนของธุรกิจเกษตรมีสูง เช่น ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล สภาพอากาศร้อนเกินไป หรือแมลงที่พัฒนาสายพันธ์ุให้ต้านยาฆ่าแมลง ดังนั้นเกษตรกรไทยต้องปรับตัวก้าวสู่สมาร์ทฟาร์มิ่ง โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ซันสวีทเป็นหนึ่งที่นำองค์ความรู้ที่มีมาถ่ายทอด เพื่อสร้างเกษตรกรให้เติบโตและก้าวเดินไปพร้อมๆ กับธุรกิจขององค์กร







