
ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเม.ย.ฟื้นตัวอ่อนจับตาสัญญาณศก.ชะลอ
ม.หอการค้าไทยเผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเม.ย.อยู่ที่ 77.0 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 แต่สัญญาณการฟื้นตัวแบบเบาบาง ต้องจับตาดูว่าเป็นการซึมตัวระยะสั้นหรือระยะยาว
ม.หอการค้าไทยเผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเม.ย.อยู่ที่ 77.0 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 แต่สัญญาณการฟื้นตัวแบบเบาบาง ต้องจับตาดูว่าเป็นการซึมตัวระยะสั้นหรือระยะยาว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนเม.ย.2560 อยู่ที่ 77.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ 76.8 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 เช่นเดียวกับดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการทำงาน และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต แต่เป็นการปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย 0.2-0.4% ทั้งค่าดัชนีปัจจุบันและอนาคต ซึ่งถือว่าเบางบางมาก
"รู้สึกไม่สบายใจกับการฟื้นตัวของดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เพราะดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ การท่องเที่ยวหรือการลงทุนธุรกิจกลับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องจับตาดูว่าจะเป็นช่วงสั้นๆ จากบรรยากาศช่วงเปิดเทอม หมดฤดูกาลท่องเที่ยว และข่าวความกังวลจากภายนอกเช่น ภัยสงครามและความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ที่ทำให้บรรยากาศออกมาเชิงลบ หรือจะเป็นสัญญาณการซึมตัวของเศรษฐกิจ ที่ทำให้กำลังซื้อชะลอตัวลง โดยจะต้องรอดูค่าดัชนีในเดือนพ.ค.-มิ.ย.นี้อีกครั้งว่าจะมีการปรับตัวดีขึ้นหรือไม่" นายธนวรรธน์ กล่าว
ขณะที่ผลสำรวจภาวการณ์ทางสังคมของผู้บริโภคเดือนเม.ย. พบว่า ดัชนีความสุขในการดำเนินชีวิตปรับตัวลดลงจากเดือนมี.ค.ที่ระดับ 85.6 มาอยู่ที่ระดับ 83.7 เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือนที่ปรับลดลง ส่วนดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวสถานการณ์ทางการเมืองปรับตัวลดลงจาก92.3 ในเดือนมี.ค.มาอยู่ที่ 89.3 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และยังเป็นการลดลงทั้งค่าดัชนีปัจจุบันและอนาคต
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องตามดูว่า สัญญาณที่ออกมานี้เป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจตามที่ภาครัฐและเอกชนทั้ง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) มองกันว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจริงหรือไม่ แต่ที่ศูนย์ฯ กังวลคือ ภาพของการฟื้นตัวยังไม่คลอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรหลักอย่าง ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมัมสำปะหลังราคาไม่ดี ทำให้กำลังซื้อในต่างจังหวัดไม่โดดเด่น พอมีข่าวความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองต่างประเทศเข้ามาก็ทำให้ความเชื่อมั่นต่ำลง
ทั้งนี้ อยากให้รัฐบาลเร่งใช้จ่ายงบประมาณกลางปี 1 แสนล้านบาท ที่อนุมัติไปแล้ว ผ่านการจัดซื้อ จัดจ้างและการจ้างงานในพื้นที่ เพื่อให้เงินที่ลงไปตกถึงมือเกษตรกรในช่วงพักการเพาะปลูกน่าจะทำให้ผู้บริโภคในต่างจังหวัดรับรู้ได้ถึงความรู้สึกว่ามีเงินในมือมากขึ้น และอยากให้ในช่วงครึ่งปีหลังเกิดการลงทุนภาครัฐตามแผนให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อไปช่วยพยุงกำลังซื้อ เนื่องจากภาคการส่งออกเพิ่งฟื้นและยังไม่คงเส้นคงวา รวมทั้งภาครัฐจะต้องมัการบริหารจิตวิทยาด้านความเชื่อมั่นให้ดี เพราะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภาพกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง คนระมัดระวังการใช้จ่าย
อย่างไรก็ดี ยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะสามารถขยายตัวได้ที่ 3.6% และมีโอกาสขยายตัวได้ถึง 4% ตามที่กระทรวงการคลังตั้งเป้าไว้ หากรัฐเร่งผลักดันการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) และมีมาตรการประกันพืชผลทางการเกษตร โดยไม่บิดเบือนกลไกราคาและตลาด เพื่อเติมเงินให้เกษตรกรในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว
นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับมาตรการของกระทรวงการคลังที่จะมีการจ่ายเงินสวัสดิการช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/เดือน ซึ่งมีการลงทะเบียนไว้ประมาณ 4 ล้านคน โดยแนะนำให้เป็นเงินโอนเข้าบัญชีรายปี อย่างน้อย 2,500-2,600 บาท/ราย/ปี ซึ่งจะใช้งบประมาณ 1-2 หมื่นล้านบาท/ปี ทั้งนี้หากกระทรวงการคลังเร่งโอนเงินก้อนแรก 1 หมื่นล้านบาทลงไป ก็จะสามารถช่วยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที 0.1-0.2%







