
‘Japan’ the Society 5.0 (จบ)
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยาฉบับที่แล้วเราได้กล่าวถึงสังคมในญี่ปุ่นที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทาง Japan Society 5.0 โดยทางสมาคมอุตสาหกรรมญี่ปุ่นมองว่ามีอุปสรรค หรือกำแพงอยู่ 5 อย่างที่ขัดขวางการก้าวไปเป็น Society 5.0กำแพงที่ 1 ) กำแพงระบบราชการ ทุกกระทรวงและหน่วยงานควรมาวางแผนร่วมกันโดยใช้ IOT เป็นตัวเชื่อมกำแพงที่ 2 ) กำแพงกฎหมาย สมาคมอุตสาหกรรมญี่ปุ่นบอกว่าข้อมูลสำคัญที่สุด ข้อมูลที่มีปริมาณมาก, คุณภาพสูง, สามารถนำมาใช้ได้รวดเร็วจะช่วยสร้างความได้เปรียบอย่างมาก จึงควรปรับปรุงกฎหมายให้ส่งเสริมการเอาข้อมูลต่างๆ มาใช้ เช่น แก้กฎหมายให้เอื้อต่อการพัฒนารถอัตโนมัติ, โดรน, หุ่นยนต์ โดยนึกถึงเสียงประชาชนเป็นสำคัญกำแพงที่ 3 ) กำแพงระบบกฎหมายเทคโนโลยี ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี IOT, Robotics, AI ปรับปรุงภาษีวิจัย, รวมทั้งผลักดันให้ 1% ของ GDP ถูกเอาไปใช้กับการวิจัยจริงๆ ตามรายงานว่า 26 Trillion Yen หรือประมาณ 2.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 57% ของ GDP ไทยทั้งประเทศกำแพงที่ 4 ) กำแพงทรัพยากรมนุษย์ ต้องทำให้ประชาชนทุกคนเป็น “มนุษย์ผู้มีความคิดอิสระและร่วมมือกันสร้างสิ่งใหม่ๆ ด้วยการเชื่อมโยงความรู้แขนงต่างๆ”
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
ฉบับที่แล้วเราได้กล่าวถึงสังคมในญี่ปุ่นที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทาง Japan Society 5.0 โดยทางสมาคมอุตสาหกรรมญี่ปุ่นมองว่ามีอุปสรรค หรือกำแพงอยู่ 5 อย่างที่ขัดขวางการก้าวไปเป็น Society 5.0
กำแพงที่ 1 ) กำแพงระบบราชการ ทุกกระทรวงและหน่วยงานควรมาวางแผนร่วมกันโดยใช้ IOT เป็นตัวเชื่อม
กำแพงที่ 2 ) กำแพงกฎหมาย สมาคมอุตสาหกรรมญี่ปุ่นบอกว่าข้อมูลสำคัญที่สุด ข้อมูลที่มีปริมาณมาก, คุณภาพสูง, สามารถนำมาใช้ได้รวดเร็วจะช่วยสร้างความได้เปรียบอย่างมาก จึงควรปรับปรุงกฎหมายให้ส่งเสริมการเอาข้อมูลต่างๆ มาใช้ เช่น แก้กฎหมายให้เอื้อต่อการพัฒนารถอัตโนมัติ, โดรน, หุ่นยนต์ โดยนึกถึงเสียงประชาชนเป็นสำคัญ
กำแพงที่ 3 ) กำแพงระบบกฎหมายเทคโนโลยี ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี IOT, Robotics, AI ปรับปรุงภาษีวิจัย, รวมทั้งผลักดันให้ 1% ของ GDP ถูกเอาไปใช้กับการวิจัยจริงๆ ตามรายงานว่า 26 Trillion Yen หรือประมาณ 2.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 57% ของ GDP ไทยทั้งประเทศ
กำแพงที่ 4 ) กำแพงทรัพยากรมนุษย์ ต้องทำให้ประชาชนทุกคนเป็น “มนุษย์ผู้มีความคิดอิสระและร่วมมือกันสร้างสิ่งใหม่ๆ ด้วยการเชื่อมโยงความรู้แขนงต่างๆ” แต่ที่น่าสนใจ คือ ต้องสร้างความรู้และความสามารถตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม รวมถึงส่งเสริมให้คนพร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงสร้างคนมีฝีมือ ในรายงานบอกว่าควรสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดพวกต่างชาติมาตั้งรกรากทำงานในญี่ปุ่น
กำแพงที่ 5 ) กำแพงการยอมรับทางสังคม ต้องมีการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับเครื่องจักรและ AI ให้ลึกถึงเรื่องแนวปรัชญาด้วย เช่น อะไรคือคำจำกัดความของ “ความสุข” อะไรคือ “มนุษย์” คุณค่าของมนุษย์แท้จริงแล้วอยู่ไหน? อะไรคือสิ่งที่ต้องตระหนักหากเราอยู่ในสังคมยุคใหม่ที่ที่มีหุ่นยนต์มาอยู่ร่วมกันจะทำอย่างไรให้หุ่นยนต์ไม่ลุกฮือขึ้นมาประท้วงอย่างในภาพยนตร์และควรอย่างยิ่งที่จะกลับไปให้คุณค่าของความเป็นมนุษย์ และให้ความสำคัญกับกฎระเบียบที่จะต้องมีไว้ควบคุมสิ่งเหล่านั้น
บริษัทญี่ปุ่นทำกำลังทำอะไรเพื่อส่งเสริม Society 5.0 เริ่มจากประการที่ 1 ) สร้าง “พื้นที่ไร้การแข่งขัน” ให้บริษัทต่างๆ มาร่วมมือแทนที่จะขัดขากันเอง
ประการที่ 2 ) ร่วมมือกันระหว่างบริษัทใหญ่, เทคสตาร์ทอัพ, SME บริษัทใหญ่ๆ, SME ในไทยน่าจะเริ่มมองมุม Incubate ให้น้อยลงและส่งเสริมสตาร์ทอัพเป็น Vendor หรือ Solution Provider เพราะเม็ดเงินจริงๆ อยู่ตรงนั้น และจะช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนของเทคสตาร์ทอัพให้เข้าไปในสภาพแวดล้อมธุรกิจไทยได้อย่างสมบูรณ์ขึ้น แต่ปัญหาคือบริษัทไทยไม่ชอบของไทย และคิดว่าของไทยต้องราคาถูก โดยเทคสตาร์ทอัพไทยเองชอบคิดแบบ Silicon Valley มากไป แทนที่จะมองปัญหาของแวดวงธุรกิจในประเทศ
ประการที่ 3 ) ผู้บริหารต้องคืนความรู้ให้สังคมโดยการกลับไปสอนนักเรียน ส่งเสริมให้สตรีกล้าแสดงความสามารถ และประการที่ 4 ) ยอมรับว่าจะต้องมีงานที่หายไปแน่ๆ แต่ก็จะช่วยสร้างแรงงานที่มีความสามารถหลากหลายมากขึ้น ยืดหยุ่นพอจะไปทำงานใหม่ๆ ได้
ญี่ปุ่นมองเทคโนโลยียุค 4.0 เป็นเพียงพาหนะสู่อนาคตมากกว่าจะเป็นเป้าหมาย เพราะเห็นแล้วว่ามีปัญหาสังคมมากมายกำลังรออยู่ข้างหน้า Society หรือ สังคม 5.0 ต้องเน้นที่ “คน” โดยใช้เทคโนโลยีช่วยผลักดันประสิทธิภาพและเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานออกจาก “คน” ให้มากที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็หมายถึงการเพิ่มคุณค่า คุณภาพชีวิตและทางเลือกในการใช้ชีวิตให้กับประชากรด้วย
นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ เน้นว่าสังคมข้างหน้าต้องให้ความสำคัญกับข้อมูลทุกชนิดรอบๆ ตัวเอง ต้องมีระบบมีระบบวิเคราะเพื่อเแจ้งให้แพทย์ทราบ ในกรณีที่ระดับค่าต่างๆ ในเลือดทำท่าจะไม่ปกติ จึงเป็นที่มาของการพูดถึง Internet of Things และเน้นว่าต้องดูความสมดุลระหว่างการรักษาข้อมูลส่วนตัวให้ปลอดภัยในการทำให้สังคมก้าวหน้าด้วยวิทยาศาสตร์







