
"ซีอีโอ" เปิดวิธีรับมือค่าเงินผันผวน
การออกไปลงทุนต่างประเทศย่อมได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนในภาวะที่ตลาดเงินและตลาดทุนโลกมีความผันผวนสูง
โดย...สุมิตรา ตั้งสมวรพงษ์ ฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้สำรวจความคิดเห็น ซีอีโอ บริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ระหว่างวันที่ 20 ม.ค.-มี.ค. 2560 ซึ่งได้สำรวจ บจ.จำนวน 105 บริษัท จาก 26 หมวดธุรกิจ คิดเป็น 36% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ในหลายๆ ประเด็นทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ ความเสี่ยงที่จะต้องเจอ และวิธีการรับมือความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน ภายหลังจาก บจ.ไทยได้ขยายการลงทุนออกไปยังต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเพื่อเพิ่มขนาดให้กับธุรกิจ
ทั้งนี้ ในผลสำรวจ พบว่า 60% ของ บจ.ที่ลงทุนต่างประเทศ คาดว่าการลงทุนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 มีแนวโน้มลงทุนเพิ่มขึ้นเหมือนที่สำรวจครั้งก่อน โดยเป้าหมายหลักในการลงทุน คือ ประเทศในกลุ่ม ASEAN ทั้งกลุ่ม CLMV และกลุ่ม ASEAN-5
นอกจากนี้ ยังพบว่า บจ.จำนวนหนึ่งที่ระบุว่าต้องการลงทุนในต่างประเทศ แต่อยู่ระหว่างการศึกษาและคัดเลือกประเทศที่จะเข้าไปลงทุน และ บจ.บางกลุ่มเริ่มมีการเข้าไปลงทุนในประเทศใหม่ๆ ในเอเชียใต้ ซึ่งเป็น กลุ่มที่ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า ประเทศเหล่านั้นจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ 5-7% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เช่น ประเทศบังกลาเทศ ซึ่งการออกไปลงทุนแสดงถึง บจ.ไทยมองหาโอกาสสร้างรายได้ผ่านกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง และเริ่มมีขยายการลงทุนไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปแอฟริกาเพิ่มเติม อาทิ ประเทศไนจีเรีย มาดากัสการ์ กานา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การออกไปลงทุนต่างประเทศย่อมได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนในภาวะที่ตลาดเงินและตลาดทุนโลกมีความผันผวนสูง บจ.เหล่านั้นมีวิธีการจัดการและบริหารความเสี่ยงดังนี้
โดยผลสำรวจ บจ.ที่มีธุรกิจกับต่างประเทศทั้งจากการลงทุนในต่างประเทศ การส่งออกและการให้บริการลูกค้าต่างประเทศ โดย 79% ของ บจ.ทำธุรกิจกับต่างประเทศมีการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนแต่ลดลงจาก 84% ในการสำรวจครั้งก่อน
ทั้งนี้ เครื่องมือที่ บจ.เลือกใช้มากที่สุด ได้แก่ Forward & Options Contract รองลงมา คือ การบริหารรายรับและรายจ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศให้สอดคล้องกัน (Natural Hedge) การเปิดบัญชีสกุลเงินตราต่างประเทศ และการใช้เงินตราต่างประเทศอื่น นอกเหนือจากเงินเหรียญสหรัฐและ USD Futures
“ซีอีโอยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้เงินตราต่างประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากเงินเหรียญสหรัฐนั้น ส่วนหนึ่งทำสัญญาซื้อขายเป็นเงินบาทแทนการบริหารรายรับและรายจ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศให้สอดคล้องกัน (Natural Hedge) นั้น ซีอีโอบางส่วนใช้วิธีกระจายการลงทุนในต่างประเทศและทยอยการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อ Counter Balance กับรายได้ที่ได้รับ”
ทั้งนี้ จากงบการเงินในส่วนของงบกำไรขาดทุนสำหรับปี 2557-2559 มี บจ.ที่บันทึกรายการกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 265 บริษัท ซึ่งพบว่า ในช่วง 3 ปีดังกล่าว โดยภาพรวม บจ.มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 5.6 หมื่นล้านบาท ในปี 2557 มีกำไร 2.85 หมื่นล้านบาท ในปี 2558 และ 4.44 หมื่นล้านบาท ในปี 2559 ตามลำดับ
“ปี 2559 แม้ว่าโดยภาพรวม บจ.จะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนรวม 4.44 หมื่นล้านบาท แต่มี บจ.ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนถึง 52 บริษัท ขาดทุนสุทธิจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,713 ล้านบาท และถ้าดูลึกลงไป บริษัทที่ใช้เครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงจาก 17 บริษัท จะขาดทุนเพียง 2 บริษัท และมี 3 บริษัทได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่บริษัทส่วนที่เหลือไม่มีการรายงานผลกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน”
สำหรับในประเด็นสภาพคล่อง ซีอีโอส่วนใหญ่มองว่าสภาพคล่องของกิจการไม่เปลี่ยนแปลงจากที่ผ่านมา แต่เมื่อพิจารณาส่วนประกอบต่างๆ พบว่า ปัญหาเรื่องสภาพคล่องเริ่มมีรุนแรงขึ้นจากการที่ยอดขายลดลงจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ขยับมาสู่ปัญหาเรื่องการจ่ายชำระค่าและบริการของลูกค้า และจากการสำรวจครั้งล่าสุด พบว่า บริษัทเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดหาเงินเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากสินเชื่อระยะสั้น ระยะยาว และวงเงินเบิกเกินบัญชีของธนาคาร
อย่างไรก็ตาม บจ.ยังคงมียอดขายที่ลดลงจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า และประสบปัญหาการจ่ายชำระเงินคืนของลูกค้าทั้งภายในประเทศและต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงกว่าปัญหาด้านอื่น
ทุกบริษัทที่ตอบแบบสอบถามที่อยู่ในหมวดการแพทย์ หมวดเหล็ก และทุกหมวดธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคได้รับผลกระทบโดยตรงจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า







