posttoday
นัทธ์ เอื้ออารีมิตร เป้าหมายต้องท้าทาย & ใหญ่ขึ้นทุกปี

นัทธ์ เอื้ออารีมิตร เป้าหมายต้องท้าทาย & ใหญ่ขึ้นทุกปี

02 พฤษภาคม 2560

ถึงจะเป็น “พนักงานบริษัท” ที่ตัวเขาเองและครอบครัวเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ นัทธ์ เอื้ออารีมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการแผนกพัฒนาธุรกิจต่างประเทศและนักลงทุนสัมพันธ์ โรงพยาบาลเอกชัย บริษัท เอกชัยการแพทย์ (EKH) บอกว่า “ผมเงินเดือนน้อยมาก”นัทธ์ ยังบอกอีกว่า เขาใช้เงินน้อยมากเช่นกัน เพราะ “ผมเป็นคนพอดี ถ้าไม่มีก็ไม่ใช้ หาเงินใช้เองตั้งแต่เด็ก มีแค่ไหนก็ใช้แค่พออยู่ได้ ใช้เงินเดือนละ 1.5 หมื่นบาทก็อยู่ได้”“บ้านเราไม่ได้รวยเลย และค่อนข้างประหยัด เพราะเห็นพ่อ (นพ.อำนาจ เอื้ออารีมิตร กรรมการบริหารและผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชัย บริษัท เอกชัยการแพทย์) ทำงานหนักตั้งแต่เด็ก พ่อไม่ค่อยให้ซื้อของฟุ่มเฟือย เลยเป็นคนที่ใช้เงินน้อยมากมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่ค่อยได้ซื้อของบ่อยๆ เวลาไปเดินห้างก็ไม่รู้จะซื้ออะไรแต่ถ้าจะซื้อก็จะเลือกที่มันขายต่อได้ หรืออาจจะเป็นของที่มีมูลค่าเพิ่ม ไม่ชอบซื้อของที่มีมูลค่าลดลง อย่างผมชอบรถมาก แต่เพราะรู้ว่ามูลค่ารถมันจะลดลงไปเรื่อยๆ ก็เลยไม่ชอบซื้อรถมีของแบรนด์เนมบ้าง แต่จะซื้อมาเพื่อใช้ ไม่ได้เพื่อโชว์ เช่น ซื้อนาฬิกา เพราะคิดว่ามูลค่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต และข้อดีอีกอย่างของข

ถึงจะเป็น “พนักงานบริษัท” ที่ตัวเขาเองและครอบครัวเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ นัทธ์ เอื้ออารีมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการแผนกพัฒนาธุรกิจต่างประเทศและนักลงทุนสัมพันธ์ โรงพยาบาลเอกชัย บริษัท เอกชัยการแพทย์ (EKH) บอกว่า “ผมเงินเดือนน้อยมาก”

นัทธ์ ยังบอกอีกว่า เขาใช้เงินน้อยมากเช่นกัน เพราะ “ผมเป็นคนพอดี ถ้าไม่มีก็ไม่ใช้ หาเงินใช้เองตั้งแต่เด็ก มีแค่ไหนก็ใช้แค่พออยู่ได้ ใช้เงินเดือนละ 1.5 หมื่นบาทก็อยู่ได้”

“บ้านเราไม่ได้รวยเลย และค่อนข้างประหยัด เพราะเห็นพ่อ (นพ.อำนาจ เอื้ออารีมิตร กรรมการบริหารและผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชัย บริษัท เอกชัยการแพทย์) ทำงานหนักตั้งแต่เด็ก พ่อไม่ค่อยให้ซื้อของฟุ่มเฟือย เลยเป็นคนที่ใช้เงินน้อยมากมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่ค่อยได้ซื้อของบ่อยๆ เวลาไปเดินห้างก็ไม่รู้จะซื้ออะไร

แต่ถ้าจะซื้อก็จะเลือกที่มันขายต่อได้ หรืออาจจะเป็นของที่มีมูลค่าเพิ่ม ไม่ชอบซื้อของที่มีมูลค่าลดลง อย่างผมชอบรถมาก แต่เพราะรู้ว่ามูลค่ารถมันจะลดลงไปเรื่อยๆ ก็เลยไม่ชอบซื้อรถ

มีของแบรนด์เนมบ้าง แต่จะซื้อมาเพื่อใช้ ไม่ได้เพื่อโชว์ เช่น ซื้อนาฬิกา เพราะคิดว่ามูลค่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต และข้อดีอีกอย่างของของแบรนด์เนม คือ เวลาไม่มีเงินสามารถเอาไปขายได้สบาย”

นอกจากนี้ เขายังมีรายได้จากการขายของออนไลน์ ซึ่งแม้จะเป็นแค่งานอดิเรกที่เขาชอบ แต่กลายเป็นรายได้หลักสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

“ผมชอบขายของมาตั้งแต่เด็ก หารายได้เองตั้งแต่เรียนมัธยม ก็ขายของที่ระลึกของโรงเรียน ตอนเรียนมหาวิทยาลัยวันเสาร์ว่างๆ ก็ไปซื้อของจากตลาดโรงเกลือไปขายตามตลาดนัดกับเพื่อน ตอนเป็นเจ้าหน้าที่การตลาด ที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน ก็ยังขายอยู่

พอมีอินเทอร์เน็ตก็ง่ายขึ้น ไม่ได้รบกวนงานประจำ ตอนนี้ก็ยังขายของอยู่ โดยจะนำเข้าโมเดลตัวการ์ตูน ของเล่นจากสหรัฐ ซึ่งไม่มีในประเทศมาขาย ในเพจ @zantatoys ขายสนุกๆ เป็นงานอดิเรก และถึงจะได้กำไรไม่เยอะ แต่ก็พอเป็นค่าใช้จ่าย”

เมื่อมีรายได้เสริมมาแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัว ทำให้เงินเดือนส่วนใหญ่ของเขากลายเป็นเงินออมและเงินลงทุน

“ประมาณ 50% ของเงินเดือนจะนำไปลงทุนในหุ้น ใช้จ่ายอีก 30% และอีก 20% เป็นเงินสำรองและเป็นค่ารักษาพยาบาล เพราะถึงจะทำงานโรงพยาบาล มีหุ้นกิจการโรงพยาบาล ก็จะมีสวัสดิการสำหรับพนักงานและผู้ถือหุ้น แต่ก็ไม่ได้มีสิทธิรักษาพยาบาลฟรี

เพราะฉะนั้น ต้องทำประกันเอาไว้ด้วย โดยตอนนี้ก็มีประกันทุกอย่าง ทั้งประกันชีวิต ประกันสุขภาพ แต่ข้อได้เปรียบที่มีพ่อเป็นหมอ คือ เวลาเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ พ่อจะดูแลเอง ไม่ต้องไปโรงพยาบาล”

นัทธ์ บอกอีกว่า “การบริหารเงินของตัวเอง ต้องเริ่มจากออมให้เป็น เพราะถ้าไม่มีเงินเก็บก็ไปไหนต่อไม่ได้ จากนั้นต้องตั้งเป้าหมายให้ตัวเอง โดยที่เป้าหมายจะต้องเติบโตขึ้นทุกปี เพราะพอเรามีเป้าหมายแล้ว มันจะมีลู่ทาง มีวิธีการที่ทำให้เราไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้เอง”

เขาจึงตั้งเป้าหมายให้เงินออมของเขาเพิ่มขึ้นทุกปี

จุดเริ่มในการตั้งเป้าหมายของเขาเกิดจากเห็นเพื่อนคนหนึ่งมี “เงินล้านแรก” จึงอยากจะมีบ้าง

“ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ประมาณเดือน พ.ย. 2553 มีเพื่อนคนหนึ่งโพสต์ว่า อีก 9 หมื่นก็จะครบ 1 ล้านแล้ว เราก็เลยเอามั่ง ตั้งเป้าหมายเลยว่า วันเกิดปีนี้ (20 พ.ค. 2554) ต้องมีเงิน 1 ล้านบาทบ้าง แต่ตอนนั้นมีอยู่แล้ว 5 แสนบาท

หลังจากนั้นมีเท่าไรเก็บหมดเลย จนใกล้ๆ วันเกิดยังขาดอีก 2 แสนบาท เลยเดินไปคุยกับพ่อว่า มีเป้าหมายเก็บเงินให้ได้ 1 ล้านบาทในวันเกิด แต่ยังไม่ครบ พ่อก็ให้มา 2 แสนบาท ซึ่งปกติพ่อไม่เคยให้เงินเลย”

เมื่อประสบความสำเร็จกับเป้าหมายแรกแล้ว จากนั้นเขาจะตั้งเป้าหมายให้ท้าทายมากขึ้นทุกปี และปีนี้เขาตั้งเป้าหมายที่จะมีหุ้นและเงินสดรวมกัน 15 ล้านบาท

นัทธ์ บอกว่า การลงทุนหุ้นเป็นเรื่องที่เขาชอบมาตั้งแต่เด็ก โดยมีพ่อเป็น “คนเปิดโลก” ให้รู้จักกับการลงทุน

“พ่อชอบให้ลงทุนหุ้น สอนว่าหุ้นคืออะไร การลงทุนคืออะไร กางหนังสือพิมพ์ให้ดูราคาหุ้น สอนให้ดูราคาหุ้นที่เป็นตัววิ่งในทีวี และสอนว่า ถ้าจะลงทุนควรเริ่มต้นด้วยการโฟกัสไปที่หุ้นตัวเดียว และยังเรียนรู้ด้วยว่าหุ้นไม่ได้ทำกำไรกันได้ง่ายๆ”

และเมื่อเขาชอบแล้ว เขาจะศึกษาอย่างจริงจัง โดยทุกวันนี้ พอร์ตลงทุนของเขาออกจะแนว“ไฟเตอร์”

“ตอนนี้อายุยังไม่มาก เราสามารถลงทุนแบบ Aggressive ได้ โดย 70% ของพอร์ตจะเป็นการซื้อขายเก็งกำไร อีก 30% เป็นหุ้นปันผล ที่คาดหวังผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 4% ต่อปี”

แต่ส่วนที่เป็นหุ้นปันผลก็ไม่ได้เป็นการถือระยะยาว เพราะจะเข้าไปซื้อก่อนที่หุ้นจะขึ้นเครื่องหมาย XD ประมาณ 1-2 เดือน หลังจากรับปันผลเรียบร้อย แล้ว รอเวลาให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น หรืออย่างน้อยก็เท่ากับราคาที่ซื้อมาก็ขายออกไป

“เหมือนได้ปันผลฟรี และอาจจะได้กำไรด้วย แล้วก็นำเงินที่ได้ไปลงทุนต่อ”

นัทธ์ บอกว่า จะทำแบบนี้ได้ต้องศึกษาพฤติกรรมของหุ้นแต่ละตัวในช่วง 3 ปีย้อนหลังว่า ก่อนและหลังการขึ้นเครื่องหมาย XD จะมีการเคลื่อนไหวอย่างไร

และในฐานะมนุษย์เงินเดือน นัทธ์ บอกว่า “ผมอยากให้เงินเดือนเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นต้องใส่ความพยายาม ความตั้งใจในการทำงานเข้าไปเยอะๆ หัวหน้าจะเห็นเองว่าเราทำงาน แล้วเราจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกลับมาเอง”

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท