
ค่าแรงขึ้นสินค้าขยับ
โพล “ซีอีโอ” เชื่อราคาสินค้าขยับตามต้นทุนค่าแรงและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น
โพล “ซีอีโอ” เชื่อราคาสินค้าขยับตามต้นทุนค่าแรงและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นซีอีโอบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ที่ได้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20 ม.ค.-24 มี.ค. 2560 จำนวน 105 บริษัท จาก 26 หมวดอุตสาหกรรม คิดเป็น 36% ของมูลค่าตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) เกี่ยวกับเศรษฐกิจครึ่งปีแรกของปี 2560 รวมถึงการปรับขึ้นค่าแรงว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจและการทำธุรกิจ
ทั้งนี้ 62% ของซีอีโอที่ตอบแบบสอบถาม คาดว่าการปรับค่าแรงงานขั้นต่ำเป็น 300-310 บาท/วัน จะส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตทั่วประเทศ โดย 54% มองว่ามีผลทางลบต่อเศรษฐกิจ 8% มองว่ากระทบมาก 30% มองว่าไม่กระทบ และมองว่าจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจประมาณ 8%
อย่างไรก็ตาม ซีอีโอ 60% มองว่า การเพิ่มขึ้นของค่าแรงจะส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ โดยเห็นว่ามีผลกระทบทางลบ 53% กระทบทางลบมาก 7% และมองว่าการขึ้นค่าแรงไม่กระทบต่อธุรกิจ 39% ส่วนค่าแรงจะส่งผลบวกต่อธุรกิจ 1% และธุรกิจที่จะกระทบมีลักษณะใช้แรงงานคนจำนวนมาก อาทิ หมวดขนส่งและโลจิสติกส์ หมวดยานยนต์ หมวดแฟชั่น หมวดธุรกิจเกษตร หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ และหมวดบริการรับเหมาก่อสร้าง เป็นต้น
“ซีอีโอส่วนใหญ่คาดการณ์ต้นทุนค่าแรงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากผลของประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราค่าแรงขั้นต่ำเช่นเดียวกับต้นทุนพลังงานราคาวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลกและตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ส่งผลต่อเนื่องให้ซีอีโอคาดการณ์ว่าต้องมีการปรับราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแน่นอน” รายงานระบุ
ทั้งนี้ ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากการประกาศปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศให้อยู่ในช่วง 300-310 บาท/วัน ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 เป็นต้นมา โดยซีอีโอในเกือบทุกหมวดธุรกิจคาดการณ์ว่าต้นทุนแรงงานปรับเพิ่มขึ้นในการทำธุรกิจ
นอกจากนี้ เมื่อสอบถามถึงความกังวลในด้านต่างๆ เกี่ยวกับการทำธุรกิจ พบว่า ซีอีโอกังวลใจสูงเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานทั้งการขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ ด้านกำลังซื้อในประเทศ มีความกังวลใจเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต และความกังวลเรื่องค่าเงินบาทเพิ่มมากขึ้น ขยับจากอันดับ 6 มาอยู่ที่อันดับ 5







