ชีวิตม่ายอดีตหวานใจพญาเสือ
เชื่อว่าคู่หนุ่มสาวทั้งหลายในโลกนี้ นับแต่เริ่มปิ๊งกันเอง หรือมีพ่อสื่อแม่ชักช่วยทำให้ได้รู้จักกัน จนค่อยๆ คบหาสานสัมพันธ์กันไปเรื่อยๆ แล้วกลายเป็นความรักในที่สุดนั้น คงไม่มีใครคิดถึงหรือนั่งรอวันหย่าร้างเป็นแน่
เชื่อว่าคู่หนุ่มสาวทั้งหลายในโลกนี้ นับแต่เริ่มปิ๊งกันเอง หรือมีพ่อสื่อแม่ชักช่วยทำให้ได้รู้จักกัน จนค่อยๆ คบหาสานสัมพันธ์กันไปเรื่อยๆ แล้วกลายเป็นความรักในที่สุดนั้น คงไม่มีใครคิดถึงหรือนั่งรอวันหย่าร้างเป็นแน่
เช่นเดียวกับ เอลิน นอร์เดเกรน ที่ได้พบกับ พญาเสือ” ไทเกอร์ วูดส์ โปรสหรัฐมือ 1 โลก ตอนที่เธอทำงานเป็นพี่เลี้ยงลูกทั้งสามของ เจสเปอร์ พาร์เนวิค นักกอล์ฟชาวสวีดิชด้วยกัน ซึ่งกำลังเดินสายเล่นอยู่ในสหรัฐ โดย เจสเปอร์ และภรรยา เป็นผู้จุดประกายให้ ไทเกอร์-เอลิน ได้รู้จักกัน ก่อนจะกลายเป็นคู่รักบันลือโลกที่จูงมือเข้าสู่ประตูวิวาห์ในปี 2004 และมีลูกด้วยกัน 2 คน เป็น หญิง 1 ชาย 1 คือ แซม (3 ขวบ) กับ ชาร์ลี (1 ขวบ) ตามลำดับ
แต่แล้วในที่สุด อดีตนางแบบจากแดนไวกิ้งก็ต้องกลายเป็นเพียงอดีตหวานใจยอดโปรวัย 34 หลังทั้งคู่ได้หย่าร้างกันอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา
เอลิน ได้ออกมาเปิดปากเป็นครั้งแรกกับ “พีเพิล แม็กกาซีน” ในบทสัมภาษณ์พิเศษ “เรื่องราวชีวิตของฉัน” (My own story) โดยพูดถึงชีวิตสมัยเป็นภรรยานักกีฬาดังที่ทำรายได้สูงที่สุดในโลก
“เป็นเรื่องปกติของนักเรียนในยุโรปที่หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ก็มักใช้ชีวิตในการท่องเที่ยว หรือเดินทางไปยังต่างประเทศเพื่อหาประสบการณ์สักระยะหนึ่ง พอดีช่วงนั้นภรรยาของ พาร์เนวิค ชวนฉันไปเป็นพี่เลี้ยงให้ลูกของเธอ ปกติฉันเป็นคนรักเด็กอยู่แล้ว ก็เลยทำอยู่ได้ปีหนึ่ง ซึ่งเดิมทีนั้นตั้งใจจะไปเรียนภาษาสเปนต่อที่มาดริดสักปี แต่พอเจอกับ ไทเกอร์ ทำให้ต้องล้มแผนที่วางไว้” เอลิน วัย 30 กล่าว
และแล้วเธอก็ต้องผันตัวเองจากที่เคยมีชีวิตอย่างเรียบง่ายไม่หวือหวาอะไรนัก มาสู่ชีวิตที่หรูหรา มีชื่อเสียง และตกเป็นเป้าของบรรดาสื่อและผู้คนตลอดเวลา ซึ่ง เอลิน บอกด้วยว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการปรับตัวให้เข้ากับไทเกอร์ คือการต้องเป็นที่สนใจของคนรอบตัว เนื่องจากเธอเป็นคนขี้อาย และรักความเป็นส่วนตัวอย่างมาก
“ตอนเจอ ไทเกอร์ ครั้งแรกไม่ได้รู้สึกสนใจอะไรเลย แถมมีทัศนคติหลายอย่างไม่ค่อยดีกับพวกคนดังด้วยซ้ำไป แต่ ไทเกอร์ ค่อยๆ ทำให้ฉันเชื่อว่าเรามีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกัน ฉันจึงยอมออกเดตด้วย โดยรู้สึกว่าเวลาอยู่กับเขาแล้วทั้งสนุกและปลอดภัย แต่ก็ไม่เคยนึกถึงเรื่องแต่งงาน เพราะฉันโตมากับครอบครัวที่พ่อแม่หย่าร้างกันตอนฉันอายุแค่ 7 ขวบ จึงคิดตลอดว่าการแต่งงานไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่พอ ไทเกอร์ ขอแต่งงานด้วย ฉันก็คิดว่าเขาอาจจะเป็นคนที่ใช่จริงๆ สำหรับฉัน ก็เลยล้างความคิดเดิมๆ ออกไป และวันแต่งงานก็เป็นหนึ่งในวันที่ฉันมีความสุขมากที่สุด”
ทุกวันนี้กำลังใจสำคัญของ เอลิน นั้น แน่นอนว่าคือลูกทั้งสอง ซึ่งเธอบอกว่าเวลาที่ลูกมากอดมาจูบ มันทำให้เธอเข้มแข็งสามารถผ่านพ้นความหม่นหมองใจในแต่ละวันไปได้
“ตอนนี้ขอทุ่มเทเวลาให้กับลูก รวมทั้งให้เวลากับตัวเอง เพื่อเยียวยาสภาพจิตใจ โดยหวังว่าการออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ จะช่วยให้ฉันสามารถทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง แล้วมุ่งมองไปแต่ข้างหน้า”
นอกจากนี้ เอลิน ยังบอกอีกว่า เธอชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่งและปั่นจักรยาน เพราะมันช่วยบำบัดจิตใจได้เป็นอย่างดี และนับแต่เกิดเรื่องฉาว ไทเกอร์ นอกใจเธอพรั่งพรูออกมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว เธอก็ได้เขียนเป็นไดอารีระบายความรู้สึกเอาไว้ในคอมพิวเตอร์ โดยกะจะเก็บเอาไว้อ่านเองเท่านั้น ไม่ต้องการไปตีพิมพ์เป็นหนังสือ
เปิดคลีนิกช่วยเด็กบ้านแตก
แม่ม่ายทรงเครื่องอย่าง เอลิน ที่คาดว่าได้รับเงินจากการหย่าขาดจาก ไทเกอร์ ราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,100 ล้านบาท) ตั้งใจจะอยู่ที่สหรัฐต่อไป แม้เธอรักทั้งสวีเดนและสหรัฐก็ตาม โดยเธอกับลูกเป็นทั้งพลเมืองสหรัฐและสวีเดน รวมถึงพูดได้ทั้ง 2 ภาษา แต่คงเป็นเพราะเธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนอเมริกันไปแล้วนั่นเอง
ส่วนเรื่องเงินที่ได้รับจากการหย่านั้น เธอไม่ขอพูดถึงจำนวนเงิน พร้อมยืนยันว่าเงินซื้อความสุขและครอบครัวกลับคืนมาไม่ได้ แต่ก็ยอมรับว่ามันทำให้หลายอย่างในชีวิตสะดวกขึ้น โดยเฉพาะการได้มีเวลาอยู่กับลูกมากที่สุดโดยไม่ต้องหมดไปกับการทำงาน และที่สำคัญคือ ณ ตอนนี้ ก็ไม่ต้องติดตาม ไทเกอร์ ไปแข่งขันในที่ต่างๆ ด้วย
ล่าสุด มีข่าวว่า เอลิน ที่จบชีวิตรักกับ ไทเกอร์ ภายในเวลาแค่ 6 ปี เตรียมทุ่มเงินถึง 65 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,075 ล้านบาท) ในการช่วยเหลือเด็กที่ประสบปัญหาครอบครัวแตกแยก โดยจะเปิดคลีนิกรับปรึกษาปัญหาชีวิต ที่เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา, สหรัฐ
ทั้งนี้ เธอกำลังเรียนด้านจิตวิทยาอยู่ที่ โรลลินส์ คอลเลค สถานศึกษาเก่าแก่ในฟลอริดานั่นเอง และจะจบการศึกษาในเดือนธ.ค.นี้ ก่อนที่จะเป็นนักจิตวิทยาที่ช่วยในเรื่องจิตบำบัดต่อไป
“เธอ (เอลิน) เชื่อว่า เด็กมักตกเป็นเหยื่อเคราะห์ร้ายหลังพ่อแม่แยกทางกัน ซึ่งเธอมีประสบการณ์ตรงกับชีวิตตัวเอง จึงขอเอาตัวเธอเป็นแบบอย่างในการก้าวผ่านเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นให้ได้ โดยมุ่งเน้นต้องการช่วยเหลือบรรดาเด็กๆ บ้านแตกเป็นหลัก" เพื่อนร่วมเรียนคนหนึ่งของ เอลิน กล่าว
สำหรับเรื่องการให้อภัย ไทเกอร์ ที่ เอลิน ยอมรับว่าไม่เคยคิดหรือระแคะระคายมาก่อนเลยว่า เขาจะทำเรื่องแย่ๆ ได้ขนาดนี้กับครอบครัวนั้น เธอบอกว่า เรื่องนี้ต้องอาศัยเวลา ทุกวันนี้ก็กำลังพยายามอยู่ และคิดว่าสักวันหนึ่งเธอคงให้อภัยเขา เช่นเดียวกับเรื่องการจะมีรักใหม่อีกครั้ง ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ลึกๆ แล้วเธอยังเชื่อในความรัก


