posttoday
แบงก์จ่อสำรองหนี้เพิ่ม รับมือเอ็นพีแอลขยับ

แบงก์จ่อสำรองหนี้เพิ่ม รับมือเอ็นพีแอลขยับ

28 เมษายน 2560

โดย...ศุภรัตน์ เอกกิตติวงษ์ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเตรียมพร้อมที่จะกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มเติม เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และอาจจะส่งผลกระทบมาถึงลูกค้า หลังจากที่ไตรมาสแรกปี 2560 ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ได้มีการรายงานผลประกอบการที่ยังคงมีกำไร แต่ขณะเดียวกันหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของแต่ละธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ยังคงเพิ่มขึ้นเดชา ตุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ธนาคารพร้อมตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นหากจำเป็น เพื่อรองรับกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตที่จะมากระทบลูกค้า โดยในไตรมาสแรกปี 2560 ธนาคารมีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ 5,806 ล้านบาท ทำให้เงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของธนาคารมียอดรวมกว่า 1.24 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราสำรอง 160% ของเอ็นพีแอล แต่หากนับสำรองตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะอยู่ที่ 194%สำหรับหนี้เอ็นพีแอลยังมีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 ปีนี้ หลังจากนั้นเชื่อว่าจะค่อยๆ ทยอยปรับลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ปริมาณหนี้เอ็นพีแอล ณ สิ้นไตรมาสแรกที่เพิ่มขึ้น 25.8% มาอยู่ที่  77,772 ล้านบาท จนทำให้อัตราเ

โดย...ศุภรัตน์ เอกกิตติวงษ์

ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเตรียมพร้อมที่จะกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มเติม เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และอาจจะส่งผลกระทบมาถึงลูกค้า หลังจากที่ไตรมาสแรกปี 2560 ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ได้มีการรายงานผลประกอบการที่ยังคงมีกำไร แต่ขณะเดียวกันหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของแต่ละธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ยังคงเพิ่มขึ้น

เดชา ตุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ธนาคารพร้อมตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นหากจำเป็น เพื่อรองรับกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตที่จะมากระทบลูกค้า โดยในไตรมาสแรกปี 2560 ธนาคารมีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ 5,806 ล้านบาท ทำให้เงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของธนาคารมียอดรวมกว่า 1.24 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราสำรอง 160% ของเอ็นพีแอล แต่หากนับสำรองตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะอยู่ที่ 194%

สำหรับหนี้เอ็นพีแอลยังมีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 ปีนี้ หลังจากนั้นเชื่อว่าจะค่อยๆ ทยอยปรับลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ปริมาณหนี้เอ็นพีแอล ณ สิ้นไตรมาสแรกที่เพิ่มขึ้น 25.8% มาอยู่ที่  77,772 ล้านบาท จนทำให้อัตราเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมขึ้นมาเป็น 3.5% จาก 3.2% เมื่อสิ้นปี 2559 เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี โดยธนาคารยังคงติดตามดูแลคุณภาพสินเชื่ออย่างใกล้ชิด และเชื่อว่าครึ่งปีหลังสถานการณ์เอ็นพีแอลของธนาคารจะดีขึ้น

“เราไม่ใช้วิธีขายหนี้ แต่จะพยายามช่วยลูกค้าเป็นหลัก โดยเจ้าหน้าที่จะเร่งเข้าไปคุยกับลูกค้าที่เริ่มมีสัญญาณอ่อนแอ ซึ่งที่สำคัญคือหากลูกค้ารู้ตัวว่าเริ่มมีปัญหา ขอให้มาคุยกันกับแบงก์เพื่อจะได้ช่วยแก้ปัญหา แต่ปัญหาที่ทำให้เกิดเอ็นพีแอลขึ้นมานี้เป็นเพราะลูกค้าไม่ยอมเข้ามาคุย” เดชา กล่าว

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง หลังจากในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ สินเชื่อรวมของธนาคารหดตัว 0.9% จากการชำระหนี้คืนมากกว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่ แต่ทั้งปีธนาคารยังคงเป้าหมายสินเชื่อเติบโต 3-5% โดยเห็นสัญญาณดีจากการขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐ ทำให้ยอดขอสินเชื่อจากลูกค้ารายใหญ่เข้ามามากขึ้น แต่ขณะนี้ยังเบิกใช้ไม่มาก เพราะรอความชัดเจนจากเศรษฐกิจและโครงการรัฐมากกว่านี้

ส่วนกรณีที่แนวโน้มอัตราผลตอบแทนในตลาดเงินที่เพิ่มสูงขึ้นจนกระทบกับต้นทุนการเงินของภาคเอกชนในการระดมทุนในตลาดตราสารนั้น เดชา กล่าวว่า ไม่มีผลทำให้เอกชนหันมาขอสินเชื่อธนาคารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะสินเชื่อจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อมีความต้องการลงทุน และมีการขยายธุรกิจมากกว่าที่จะมาจากปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยหรือต้นทุนการเงิน

ด้าน ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารพร้อมตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มเติม หากเอ็นพีแอลยังมีแนวโน้มปรับขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในไตรมาสแรกธนาคารมีการตั้งสำรองหนี้เสียอีก 7,460 ล้านบาท ซึ่งเป็นการสำรองตามปกติเดือนละ 1,000 ล้านบาท และที่เหลือเป็นการสำรองพิเศษ

อย่างไรก็ดี ธนาคารมีแนวทางบริหารจัดการหนี้แบบระมัดระวังมากขึ้น โดยปรับนโยบายการตั้งสำรองหนี้เสียมาเป็นการสำรองรายลูกค้า โดยหากลูกค้าเริ่มมีสัญญาณไม่ดีในสินเชื่อประเภทใดประเภทหนึ่งที่มีอยู่กับธนาคาร ธนาคารจะตัดสินใจตั้งสำรองหนี้ของลูกค้ารายนั้นทุกบัญชีเพื่อความมั่นใจ รวมทั้งธนาคารกรุงไทยยังต้องการให้อัตราสำรองต่อหนี้เสียปรับขึ้นไปเท่ากับอุตสาหกรรมในระดับ 140% จากสิ้นไตรมาสแรกอยู่ที่ 112%

สำหรับเอ็นพีแอลของธนาคารกรุงไทยที่เพิ่มขึ้นมาถึง 4.36% นั้น ธนาคารจะพยายามบริหารจัดการด้วยวิธีการใหม่ เพราะยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาธนาคารมีข้อจำกัดในการบริหารหนี้ เนื่องจากเครื่องมือมีเพียงการปรับโครงสร้างให้กับลูกหนี้เท่านั้น ขณะที่ธนาคารพาณิชย์แห่งอื่นสามารถตัดหนี้สูญ หรือขายหนี้ออกได้

“เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นมานั้นส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อที่ปล่อยมานานแล้ว แต่สินเชื่อปล่อยใหม่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลังปรับกระบวนการปล่อยสินเชื่อแล้วพบว่ามีคุณภาพดี หนี้เสียต่ำมาก” ผยง กล่าว

อาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เอ็นพีแอลของธนาคารยังอยู่ระดับสูง แม้จะมีการบริหารจัดการหลายวิธี สะท้อนถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังฟื้นไม่เต็มที่ ดังนั้นแนวทางการตั้งสำรองก็จะเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

ส่วนการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญในไตรมาสแรก 5,010 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้ามากนั้นมาจากกรณีพิเศษที่ไตรมาส 4 ปีที่แล้วได้ยกหนี้บริษัท สหวิริยา สตีล อินดัสทรี (เอสเอสไอ) ออกไป แต่พอเข้าสู่ไตรมาสแรกปีนี้ก็กลับมาตั้งสำรองตามปกติ และจะรักษาระดับต้นทุนเครดิต (เครดิตคอสต์) ในช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือถึงสิ้นปี โดยปัจจุบันอัตราสำรองต่อหนี้เสียอยู่ที่ 133.4%

ขณะที่ ฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรีคอนซูมเมอร์ ระบุว่ายังควบคุมเอ็นพีแอลสินเชื่อไม่มีหลักประกันได้ดี โดย 4 เดือนของปีนี้เอ็นพีแอลสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 3.3% และเอ็นพีแอลของสินเชื่อบัตรเครดิต 1.6% แต่พยายามบริหารจัดการเพื่อลดเอ็นพีแอลของสินเชื่อบุคคลในสิ้นปีนี้ไม่ให้เกิน 3.2% และบัตรเครดิตไม่เกิน 1.4%

อย่างไรก็ดี บรรยากาศตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวไม่ชัดเจนและกำลังซื้อยังหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นช้า และน่าจะทรงตัวต่อจนถึงไตรมาส 2 ของปีนี้ จึงอาจมีผลให้ยอดสินเชื่อโตไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยสินเชื่อบุคคลคาดว่าจะโตได้ 5% จากเป้าหมายทั้งปี 8-9% ส่วนการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอาจจะโตได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท