
คาดบาทสัปดาห์หน้าแข็งแตะ30.60/90
กสิกรไทยคาดสัปดาห์หน้าเงินบาทแข็งค่าแตะ30.60/90 บาทต่อดอลล่าร์
กสิกรไทยคาดสัปดาห์หน้าเงินบาทแข็งค่าแตะ30.60/90 บาทต่อดอลล่าร์
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย รายงานความเคลื่อนไหวค่าเงินบาทในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า ในช่วงต้นสัปดาห์ เงินบาทเริ่มต้นสัปดาห์ในทิศทางแข็งค่า โดยมีแรงหนุนจากข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งช่วยคลายความวิตกของนักลงทุนที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ใกล้เผชิญกับภาวะถดถอยรอบสอง และหนุนความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง และทำให้เงินทุนต่างประเทศยังคงไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง
เห็นได้จากการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นเอเชียสู่ระดับสูงสุดในรอบ 1 เดือน ทั้งนี้ภาวะการลงทุนที่สดใสส่งผลให้ค่าเงินเอเชียปรับแข็งค่าขึ้น เช่นเดียวกับเงินบาทที่ปรับตัวขึ้นทดสอบระดับ 31.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าที่สุดในรอบ 30 เดือนในช่วงเช้าวันจันทร์ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการเข้าซื้อดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสกัดการแข็งค่าของเงินบาท แต่แรงขายดอลลาร์ สหรัฐฯ อย่างกว้างขวางในตลาดเงินเอเชีย และตลาดเงินในประเทศทำให้เงินบาทยังคงปรับตัวในทิศทาง แข็งค่า
ขณะเดียวกันเงินบาทยังได้ปัจจัยบวกจากภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นที่คึกคัก เห็นได้จากมูลค่าการซื้อขาย ในวันจันทร์ที่หนาแน่นกว่า 6 หมื่นล้านบาทซึ่งสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี ขณะที่นักลงทุนต่างชาติมีการเข้าซื้อกว่า 3 พันล้านบาท ทำให้การแทรกแซงตลาดเพื่อชะลอการแข็งค่าของ ธปท. ไม่เห็นผลมากนัก โดยเงินบาทยังคงปรับตัวใกล้ระดับ 31.12 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงท้ายตลาดวันจันทร์ ก่อนร่วงลงสู่ระดับ 31.17 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเช้าวันอังคาร
เนื่องจากมีแรงซื้อคืนดอลลาร์สหรัฐฯในระยะสั้นหลังจากเงินบาทไม่สามารถปรับตัวผ่านแนวต้านที่ระดับ 31.10 ขึ้นไปได้ ประกอบกับความกังวลว่าธปท. อาจมีการออกมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุน ซึ่งกระตุ้นให้นักลงทุนมีการขายเงินบาทออกมา อย่างไรก็ดีแรงขายสกุลเงิน เอเชียเกิดขึ้นทั้งภูมิภาคหลังจากที่ค่าเงินเอเชียปรับแข็งค่าขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับแรงหนุนจากภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นที่เริ่มแผ่วลงท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ค่าเงินเอเชียเริ่มลดช่วงบวกลง เช่นเดียวกับเงินบาทที่อ่อนค่าลงไปที่ 31.18 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันอังคาร
ในช่วงปลายสัปดาห์ เงินบาทเริ่มปรับแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง โดยอยู่ที่ระดับ 31.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเช้าวันพุธ ก่อนไต่ขึ้นสู่ระดับ 31.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงกลางสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนยังคงเข้าซื้อเงินบาทอย่างต่อเนื่องและเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับการออกนโยบายของธปท. ในการชะลอการแข็งค่าของเงินบาท โดยมองว่าธปท. จะไม่นำมาตรการควบคุมเงินทุนหรือมาตรการ 30% ที่ประกาศในช่วงปลายปี 2549 มาใช้อีก เมื่อพิจารณาความเสียหายที่เกิดกับตลาดการเงินและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แต่คาดว่าจะเป็นการใช้มาตรการที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความวิตกเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว อย่างไรก็ดีเงินบาทยังคงปรับตัวในทิศทางแข็งค่าและทะยานขึ้นต่อเนื่องและผ่านแนวต้านทางจิตวิทยาขึ้นไปที่ระดับ 30.88 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ธปท. ต้องเข้าซื้อดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อการชะลอการแข็งค่าของเงินบาท
อย่างไรก็ดีการเข้าแทรกแซงตลาดของทางการในช่วงนี้ทำได้เพียงการชะลอการแข็งค่าของเงินบาทเท่านั้น แต่ไม่สามารถฝืนทิศทางตลาดเนื่องจากเงินบาทยังคงได้ปัจจัยบวกอย่างต่อเนื่องจากเงินทุนไหลเข้า โดยเงินบาทยังคงปรับแข็งค่าขึ้นและทะยานขึ้นทดสอบระดับ 30.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าที่สุดในรอบ 13 ปีใน ทั้งนี้การแข็งค่าของเงินบาทในอัตราเร่งที่สุดเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ประกอบกับการแสดงความเห็นของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการแข็งค่าของเงินบาท โดยเปิดทางให้ ธปท. สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการดูแลเงินทุนไหลเข้า-ไหลออกได้หากจำเป็น ทำให้ตลาดมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการออกมาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย และฉุดให้เงินบาทอ่อนตัวลงสู่ระดับ30.84 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเช้าวันศุกร์
อย่างไรก็ดีภาวะการลงทุนที่ปรับตัวขึ้นตอบรับข้อมูลในเชิงบวกของสหรัฐฯ ทั้งยอดการขอรับสวัสดิการว่างงานที่ร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือนและตัวเลขการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ที่ลดลงอย่างมากในเดือนก.ค. ตามด้วยข้อมูลเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ออกมาดี กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์ภูมิภาค และหนุนให้เงินบาทดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 31.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์
สำหรับสัปดาห์หน้า (13-17 กันยายน 2553) สายงานธุรกิจตลาดทุนมองว่าเงินบาทยังคงปรับตัวในทิศทางแข็งค่า แต่ต้องจับตามการออกมาตรการดูแลเงินทุนไหลเข้า-ออกของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่สกัดการแข็งค่าของเงินบาทในสัปดาห์นี้ โดยคาดว่าสัปดาห์นี้เงินบาทจะปรับตัวในช่วง 30.60-30.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หลังปรับตัวในช่วง 30.80-31.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมองว่าสัปดาห์นี้เงินบาทยังคงปรับตัวในทิศทางแข็งค่าเช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค
เนื่องจากยังมีแรงหนุนจากเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีสิ่งที่ตลาดยังคงกังวลในช่วงนี้ได้แก่ ปัญหาเสถียรภาพทางการเงิน ในยุโรปและการฟื้นตัวขึ้นอย่างเชื่องช้าของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อภาวะการลงทุนและสกัด การเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุน โดยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะประกาศในช่วงสัปดาห์นี้ได้แก่ ข้อมูล ยอดค้าปลีก ตัวเลขสต็อกสินค้าภาคธุรกิจ ราคาสินค้านำเข้า ข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งคาดว่าข้อมูลส่วนใหญ่จะออกมาดีและช่วยให้นักลงทุนมีความหวังต่อเศรษฐกิจโลกและหนุนบรรยากาศการลงทุนในช่วงสัปดาห์นี้







