
ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯมี.ค.ขยับขึ้นรับอานิสงส์สงกรานต์
ส.อ.ท.เผยดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมี.ค.อยู่ที่ 87.5 ขยับตัวดีขึ้นจากอานิสงส์เร่งผลิตรับออเดอร์ หยุดยาวสงกรานต์ แต่ดัชนีคาดการณ์ล่วงหน้า 3 เดือนร่วง
ส.อ.ท.เผยดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมี.ค.อยู่ที่ 87.5 ขยับตัวดีขึ้นจากอานิสงส์เร่งผลิตรับออเดอร์ หยุดยาวสงกรานต์ แต่ดัชนีคาดการณ์ล่วงหน้า 3 เดือนร่วง
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่วประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม จาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม 1,125 ตัวอย่าง พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมี.ค.2560 อยู่ที่ 87.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ 86.2 เนื่องจากผู้ประกอบการเร่งผลิตสินค้าเพื่อรองรับยอดคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) ในช่วงสงกรานต์ รวมทั้งเร่งกำลังการผลิตเพื่อชดเชยวันหยุดยาวในช่วงเดือนเม.ย. ประกอบกับราคาสินค้าพืชผลทางการเกษตรมีการปรับตัวดีขึ้น ส่งผลดีต่อรายได้และการบริโภคภายในประเทศ
ขณะที่ค่าดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ล่วงหน้า 3 เดือน อยู่ที่ระดับ 99.0 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนที่ระดับ 100.9 และยังลดต่ำสุดในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2559 ที่อยู่ 99.8 เนื่องจากผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลต่อต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความไม่ชัดเจนในนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ
“ตอนนี้สิ่งที่ผู้ประกอบการส่งออกกังวลมากคือ เรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เพราะค่าเงินบาทในเดือนมี.ค.เฉลี่ยอยู่ที่ 34.60 บาท/เหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากเดือนก.พ.ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 35.02 บาท/เหรียญสหรัฐ หรือแข็งค่าขึ้น 1.16% ภายในเดือนเดียว ทำให้ผู้ส่งออกกลัวว่า หากค่าเงินบาทแข็งค่าต่ำกว่า 34 บาท/เหรียญสหรัฐเมื่อไหร่ ก็จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจทันที ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ กลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์” นายศุภรัตน์ กล่าว
สำหรับปัจจัยเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองในต่างประเทศทั้ง ฝรั่งเศส ตะวันออกกลาง และสหภาพยุโรป รวมถึงความชัดเจนของนโยบายการค้าของทรัมป์นั้น ภาคเอกชนก็ยังคงมีความกังวลอยู่ เพราะจะมีผลกระทบต่อตลาดส่งออกในต่างประเทศของไทย ซึ่งคาดว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในเดือนหน้า น่าจะมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการรับมือผลกระทบจากนโยบายการค้าของทรัมป์ออกมา
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในภูมิภาค รวมถึงมีการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาศักยภาพด้านการผลิต เร่งศึกษาผลกระทบจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ และแก้ไขปัญหาผังเมือง ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
ด้านนางณัฐฐา วินิจฉัยภาค ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” กล่าวว่า ส่วนใหญ่ 46.15% ยังมองว่าแนวโน้มการส่งออกของไทยในปีนี้จะยังทรงตัวอยู่ โดยส่วนใหญ่มองว่า หากขยายจะอยู่ในกรอบ 1-5% ปัจจัยหนุนมากจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว นโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนการลงทุนด้านนวัตกรรม ตลาดซีแอลเอ็มวีที่ขยายตัวต่อเนื่อง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น
สำหรับปัจจัยเสี่ยงก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา ความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่ฟื้นตัวตามที่คาดไว้ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และผลจากการเจรจาการค้าหลัง Brexit ส่งผลให้ภาคเอกชนยังไม่ตัดสินใจลงทุนใหม่ เพราะขาดความเชื่อมั่นจากภาวะเศรษฐกิจโลกและภาวะเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงการชะลอเพื่อรอประเมินทิศทางผลกระทบจากนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาก่อน
“จากผลสำรวจพบว่า 55.07% เอกชนยังไม่มีแผนขยายการลงทุนเพิ่มในปีนี้ เพราะส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจโลก คำสั่งซื้อชะลอตัว และส่วนหนึ่งมีรการขยายการลงทุนไปก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้กำลังการผลิตยังมีเหลืออยู่” นางณัฐฐา กล่าว







