
THAI เปิดวิธีบริหารเงิน
ปี 2559 บริษัท การบินไทย (THAI) พลิกกลับมามีกำไรเป็นปีแรก
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์
ปี 2559 บริษัท การบินไทย (THAI) พลิกกลับมามีกำไรเป็นปีแรก หลังจากขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี จากผลของการปรับแผนกลยุทธ์การทำธุรกิจ และปรับโครงสร้างการเงินภายในใหม่
“ณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์” รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายการเงินและการบัญชี THAI ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” ว่า ภาพรวมแนวโน้มผลประกอบของบริษัทในปี 2560 จะดีขึ้นจากปี 2559 หวังจะมีกำไรได้ต่อเนื่อง เพราะบริษัทจะรับมอบเครื่องบินใหม่จำนวน 7 ลำ แบ่งเป็นการเช่า 5 ลำ และซื้อ 2 ลำ จากฝูงบินเดิม 95 ลำ จะเพิ่มอัตราการใช้เครื่องบินเฉลี่ยของฝูงบินปีนี้เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่ 11.4 ชั่วโมง/ลำ/วัน
ขณะที่อัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ที่ประมาณ 76-78% จากปี 2559 ที่ 73% ของบริษัทในเดือน ม.ค. 2560 ออกมาทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 5 ปี เป็นผลจากการปรับตารางการบินใหม่ให้มีการเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคมีประสิทธิภาพดีขึ้น รวมถึงการเพิ่มช่องทางการขายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นจากการร่วมมือพันธมิตรในรูปแบบความร่วมมือเที่ยวบินร่วม (Codeshare) ทำให้บริษัทมีเส้นทางบินรวม 500 เมืองทั่วโลก
“ปีนี้การขายต้องทำให้เข้มข้นขึ้นเพื่อเป้าหมาย Cabin Factor ที่ตั้งไว้สูง ตามมาด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้น เพิ่มลูกเล่นในการขายมากขึ้นผ่านช่องทางใหม่ๆ การเพิ่มจำนวนความถี่ในเส้นทางเดิมที่มีแล้วในส่วนที่มีจำนวนผู้โดยสารนิยมเดินทาง รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าตอนนี้ต้นทุนการผลิตของการบินยังสูงกว่าสายการบินในละแวกนี้”
นอกจากนี้ ผลบวกของ “แผนปรับประสิทธิภาพการจัดการทางด้านการเงินและการบัญชี” จะทำให้ปี 2560 ผลงานจะดีขึ้นจากปี 2559 วางเป้าหมายจะทำให้ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยลดลง 0.4% จากพอร์ตหนี้รวมอยู่ที่ 1.70 แสนล้านบาท โดยจะจัดโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐสัดส่วน 49% ของต้นทุนรวมบริษัทเป็นค่าใช้จ่ายประจำที่เกิดขึ้นทุกปี โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายน้ำมันและค่าเครื่องบินที่เป็นต้นทุนหลัก
ขณะที่รายได้เป็นเงินตราต่างประเทศหลากหลายสกุล อาทิ เยนกับยูโรเป็นสัดส่วนรายได้หลักและยังมีอื่นๆ อีกหลายสกุล ดังนั้นเมื่อได้เงินสกุลที่ไม่ใช่เหรียญสหรัฐมาบริษัทต้องแลกไปเป็นเหรียญสหรัฐเพื่อเตรียมไว้จ่ายค่าน้ำมันในอนาคต ทั้งนี้จัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ดังนั้นวิธีการปรับโครงสร้างฝั่งรายได้สกุลโครนสวีเดนที่เข้ามาเป็นประจำทุกๆ เดือน โดยทำข้อตกลงกับธนาคารพาณิชย์เพื่อส่งรายได้สกุลโครนสวีเดนทุกเดือนไปให้ธนาคารพาณิชย์ โดยตกลงราคาหรืออัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเป็นอายุสัญญา 12 ปี เท่ากับอายุสัญญาของการเช่าเครื่องบิน
ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์จะเป็นผู้นำเงินเหรียญสหรัฐไปชำระค่าน้ำมันและค่าเช่าเครื่องบินของบริษัทแทน ซึ่งการทำส่วนนี้จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายประมาณ 4-5% ของค่าใช้จ่ายที่เป็นสกุลเหรียญสหรัฐ อีกทั้งจะยังช่วยประหยัดลดค่าใช้จ่ายจากการทำเรื่องนี้ประมาณ 3,600 ล้านบาทในช่วงระยะ 5 ปี ซึ่งแผนส่วนนี้จะทำเสร็จในช่วงกลางปีนี้ ส่วนค่าใช้จ่ายสกุลเหรียญสหรัฐส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างหาวิธีการบริหารจัดการ
ครึ่งหลังปี 2559 บริษัทได้เริ่มทยอยปรับโครงสร้างเงินกู้ที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ หลังจากศึกษาแล้วสรุปว่าบริษัทไม่ควรกู้เงินเป็นสกุลเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมถึงบริษัทที่ทำธุรกิจสายการบินทุกแห่งที่ไม่ใช่ของสหรัฐด้วย และดำเนินการเสร็จในเดือน ธ.ค. 2559
เนื่องจากธุรกิจสายการบินมีต้นทุนค่าใช้จ่ายซื้อมันเป็นจำนวนเงินที่จำนวนมาก ซึ่งทำให้ต้องใช้เงินเหรียญสหรัฐมากตามไปด้วย ดังนั้นต้องมีเงินเหรียญสหรัฐที่มีเพียงพอเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้ แต่หากมีไม่เพียงพอต้องนำเงินตราสกุลต่างประเทศอื่นๆ ของบริษัทไปแลกเปลี่ยนเป็นเหรียญสหรัฐเพื่อมาจ่ายค่าน้ำมัน
สำหรับต้นทุนค่าใช้จ่ายน้ำมันเป็นค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องเกิดขึ้นทุกๆ ปี แต่กรณีที่บริษัทมีเงินเหรียญสหรัฐไม่พอ หากวิธีกู้เงินเหรียญสหรัฐมาจ่าย ซึ่งเมื่อใช้วิธีนี้ทำให้ในแต่ละปีบริษัทจะต้องชำระคืนหนี้จากการกู้เป็นเงินเหรียญสหรัฐเป็นประจำทุกปีด้วยเช่นกัน ส่งผลให้แต่ละบริษัทจะต้องหาเงินสกุลอื่นไปแลกเหรียญสหรัฐเพื่อจ่ายค่าน้ำมัน และยังต้องหาเงินสกุลอื่นๆ ไปแลกเงินเหรียญสหรัฐเพื่อนำไปคืนหนี้ด้วยจึงมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น
วิธีการแก้ของบริษัทคือการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนแบบธรรมชาติ คือการกู้เงินตราต่างประเทศเป็นสกุลเดียวกับที่บริษัทมีรายได้ ปัจจุบันบริษัทมีรายได้เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ 2 สกุลมากที่สุดของสัดส่วนรายได้รวม แบ่งเป็นยูโร 9% กับเยนอีกประมาณ 9% ขณะที่สัดส่วนรายได้สกุลเหรียญสหรัฐของปัจจุบันมีสัดส่วนลดลงเหลือ 4% จากปี 2559 ที่ประมาณ 6% ของรายได้รวม
สำหรับในเดือน ก.ย. 2559 บริษัทมีเงินกู้สกุลเหรียญสหรัฐประมาณ 360 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.20 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 8% ของพอร์ตหนี้รวม ทั้งนี้ในเดือน ธ.ค. 2559 บริษัทได้ทำการแปลงสกุลเงินหนี้ (สวอป) ที่เป็นสกุลเหรียญสหรัฐทั้งจำนวน จากเดิมบริษัทต้องคืนหนี้ก้อนนี้เป็นสกุลเหรียญสหรัฐ บริษัทจะเปลี่ยนคืนหนี้เป็นเงินฟรังก์สวิสจับคู่เพื่อจับคู่ป้องกันความเสี่ยงแบบธรรมชาติกับรายได้ฟรังก์สวิสที่มีแปลงเป็นเงินบาทอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท/ปี
ดังนั้น จึงคืนหนี้เงินเหรียญสหรัฐที่แปลงมาเป็นฟรังก์สวิสจากรายได้ในแต่ละปีจะชำระทั้งหมดก้อนนี้ได้ใน 6 ปี และประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย ลดความเสี่ยงในอนาคตที่ดอกเบี้ยของสหรัฐจะเป็นขาขึ้น เพราะหนี้ฟรังก์สวิสจะมีอายุ 12 ปี เป็นอายุที่เท่าหนี้เหรียญสหรัฐเดิมแต่ได้เงื่อนไขที่ดีด้วยล็อกอัตราดอกเบี้ยคงที่เฉลี่ย 2% ต่อปี ตลอดอายุสัญญาดีกว่า กู้เงินเหรียญสหรัฐที่มีอัตราดอกเบี้ย 4.25% ดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งวิธีการนี้ทำให้บริษัทไม่ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกต่อไป จากที่ผ่านทุก 1% ของการเปลี่ยนแปลงจะกระทบ 2,500 ล้านบาท และดอกเบี้ยสหรัฐที่กำลังจะปรับขึ้นและลดต้นทุนการเงินลงรวมทั้งสิ้น 3,600 ล้านบาท ในอายุเฉลี่ย 6 ปีข้างหน้า และในปี 2560 จะเริ่มเห็นบวกเต็มปีจากการปรับโครงสร้างหนี้ จากปี 2559 ประหยัดดอกเบี้ยไปแล้ว 600 ล้านบาท
สำหรับแผนการปิดบัญชีธนาคารที่มีจำนวนมากเกินไปในต่างประเทศที่ไม่ได้ใช้งานจริงเมื่อครึ่งหลังปี 2559 บริษัทได้เงินกลับประมาณ 50 ล้านบาท และจะทยอยปิดบัญชีธนาคารเพิ่มอีกในปีนี้ด้วย แต่ไม่ได้กำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจนขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละประเทศ







