posttoday
ไม่ประทับใจ ผลประกอบการแบงก์

ไม่ประทับใจ ผลประกอบการแบงก์

24 เมษายน 2560

กําไรไตรมาสแรกของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้น 1.7% จากไตรมาส 4 ปี 2559 และเพิ่มขึ้น 9.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดย...จิตรา อมรธรรม

กําไรไตรมาสแรกของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้น 1.7% จากไตรมาส 4 ปี 2559 และเพิ่มขึ้น 9.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าจะต่ำกว่าคาดเพียง 2% แต่ภาพของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่เพิ่มสูงขึ้นในธนาคารกรุงไทย (KTB) และธนาคารกรุงเทพ (BBL) โดยเฉพาะเกิดในภาคธุรกิจ ทำให้ตลาดไม่สบายใจนักและกลับไปกังวลกับคุณภาพหนี้ขณะที่ราคาหุ้นขึ้นมาเฉลี่ย 8% ตั้งแต่ต้นปีเทียบกับดัชนี SET ปรับขึ้นมาเพียง 1.5% ทำให้หุ้นธนาคารฉุดตลาดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และน่าจะพักฐานอีกระยะ อย่างไรก็ตาม บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) และธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เป็นธนาคารที่รายงานผลประกอบการได้น่าประทับใจ จึงยังเป็นหุ้นเด่นในกลุ่มนี้

KTB

KTB มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 8,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7% จากไตรมาส 4 ปี 2559 และ 13.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดีใกล้เคียงกับที่ FSS และตลาดคาดไว้ จากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญที่ลดลงถึง 21% จากไตรมาส 4 ปี 2559 และ 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในส่วนของเงินให้สินเชื่อเพิ่มขึ้น 0.48% จากสิ้นปีก่อน (ประมาณ 9,000 ล้านบาท) การเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากกลุ่มลูกค้าภาครัฐและลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ แต่เอ็นพีแอลพุ่งขึ้นแรงอีก 1 หมื่นล้านบาทจากไตรมาสก่อน หรือ +10% จากไตรมาส 4 ปี 2559 ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลปรับขึ้นเป็น 4.36% จาก 3.97% ในไตรมาสก่อน จากกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี)

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ไม่เหนือความคาดหมาย ต้องใช้ระยะเวลาในการจัดการ FSS ยังมองว่าการลงทุนภาครัฐและเอกชนที่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง จะทำให้ KTB เป็นธนาคารที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนภาครัฐ ราคาเหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานจึงคงไว้ที่ 24 บาท

BBL

BBL มีกำไรใกล้เคียงคาดทรงตัวที่ 8,300 ล้านบาท แต่การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญเพิ่มขึ้นเกินคาด และเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาส 4 ปี 2559 หรือ 1 หมื่นล้านบาท เป็น 7.77 หมื่นล้านบาท ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นเป็น 3.5% ของสินเชื่อรวม จากความล่าช้าในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจ ทำให้สำรองต่อเอ็นพีแอลลดลงมาอยู่ที่ 160% จาก 174% ในไตรมาสก่อนหน้า มีแนวโน้มลดประมาณการกำไรทั้งปีลงราว 8-10% เหลือ 3.1 หมื่นล้านบาท (ทรงตัวจากปีก่อน) จากคุณภาพหนี้ที่น่าเป็นห่วงมากขึ้น ทำให้แนวโน้มการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสูงกว่าที่ประมาณการไว้เดิม ราคาเหมาะสมจึงน่าจะปรับลงด้วยจากเดิมที่ 230 บาท (อิงราคาตามมูลค่าบัญชี (PBV) 1.1 เท่า) เป็น 210 บาท (อิง PBV 1 เท่า)

KBANK

แม้ว่ากำไรจะน้อยกว่าคาด โดยทำได้ 1.02 หมื่นล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาส 4 ปี 2559 และเพิ่มขึ้นเพียง 5.4% จากช่วงเดียวกันของ

ปีก่อน เพราะค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญที่สูงกว่าที่คาด แต่หากหักรายการสำรองฯ ออก กำไรก่อนสำรองถือว่าทำได้ดีกว่าคาดไว้ โดยเพิ่มขึ้น 13.8% จากไตรมาส 4 ปี 2559 จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (ค่าธรรมเนียม ธุรกิจประกันภัย และตลาดทุน) ส่วนเอ็นพีแอลทรงตัวจากไตรมาสก่อน แต่เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลลดลงเหลือ 3.31% จาก 3.32% ในไตรมาสก่อน สะท้อนว่าสัดส่วนเอ็นพีแอลของ KBANK ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในไตรมาส 3 ปี 2559 ที่ 3.35% ในปีนี้ธนาคารมีแผนจะขายและตัดหนี้เอ็นพีแอลสูงกว่าปีก่อน แม้ว่าการเติบโตของกำไรของ KBANK คาดว่าจะไม่หวือหวา โดยโตเพียง 3-5% แต่ข้อดีคือมีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพหนี้ เพราะมีแนวทางการจัดการและข้อมูลที่ยืนยันได้ จึงยังคงราคาเหมาะสมที่ 240 บาท KBANK ยังคงเป็นธนาคารที่ FSS ชอบที่สุด

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ