
เศรษฐกิจโลกเปราะบาง ไทยต้องปรับสมดุลภายใน
งานเสวนาหัวข้อ “นโยบายการเงินการคลังของประเทศไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในปี 2560”
งานเสวนาหัวข้อ “นโยบายการเงินการคลังของประเทศไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในปี 2560” ในงานประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 22 ของสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ได้วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย โดยมีมุมมองสะท้อนภาพรวมให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบาง แต่ประเทศไทยก็มีโอกาสหากสามารถปรับสมดุลเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งจากภายใน
วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยที่ต้องจับตายังมีอยู่ 2-3 เรื่อง ประกอบด้วย 1.เศรษฐกิจโลกยังเปราะบางอยู่ ที่เห็นฟื้นตัวเด่นชัดสุดคงจะเป็นสหรัฐ หากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ มีความชัดเจนแต่ขณะนี้นโยบายต่างๆ ของทรัมป์ที่ออกมายังคาดเดาได้ยาก
2.ความไม่แน่นอนทางการเมืองโลก และ 3.บริบทใหม่ๆ ของโลกที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการที่ประเทศมีอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำมานานมาก ทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้นในตลาดทุน เพราะทำให้เกิด “เสิร์ช ฟอร์ ยิลด์” ที่นำไปสู่ “อันเดอร์ ไพร์สลิสต์” ซึ่งที่ผ่านมาเริ่มเห็นปัญหานี้ในตั๋วบีอีแล้ว โดยเรื่องนี้กระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้หารือกัน และเฝ้าติดตามอยู่ว่าควรจะมีเครื่องมืออะไรออกมาเพื่อป้องกันหรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยอีก เช่น ความต้องการซื้อในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง นโยบายรัฐที่ไม่ชัดเจน การค้าโลกที่เปลี่ยนไปเกิดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) มากขึ้น การเชื่อมโยงที่กว้างขึ้น และไม่ใช่แค่การเชื่อมโยงทางระบบคมนาคมขนส่งเท่านั้น แต่รวมไปถึงคนและวัฒนธรรมด้วย และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจใหม่
ขณะเดียวกัน ในระดับภูมิภาคก็ยังมีปัญหาความผันผวนของตลาดเงิน ตลาดทุน รวมถึงการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้น จนทำให้ทุกประเทศต้องแข่งขันกันเพิ่มแรงดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ)
วโรทัย กล่าวอีกว่า หากมองย้อนไปจะเห็นว่า เศรษฐกิจไทย 75% อยู่ที่ภาคการส่งออก และเห็นประสบการณ์จากการพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป ทำให้หลายๆ ประเทศหันมาปรับสมดุลของโครงสร้างเศรษฐกิจ ด้วยการหันมาพึ่งพาการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศมากขึ้น
ทั้งนี้ จะเห็นว่าปีนี้ เงินลงทุนจากภาครัฐมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นมาอยู่ที่ 10% หรือประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท และรวมกับเงินลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) อีก 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งถ้าเราทำตัวเองให้แข็งแรงจากภายในได้ก็เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยพร้อมรับมือกับความผันผวนจากภายนอก ซึ่งทุกประเทศต่างก็มองมาทางนี้เช่นกัน
“ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยเมื่อดูจากเสถียรภาพภายในทั้งอัตราเงินเฟ้อ อัตราว่างงานก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ฐานะการคลังยังมั่นคง สถานะหนี้ครัวเรือนและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังไม่สูงนัก รวมทั้งเงินทุนสำรองประเทศที่มีมากถึง 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ก็พอที่จะใช้หนี้ต่างประเทศระยะสั้นได้ถึง 3.3 เท่า และสามารถปิดประเทศนำเข้าอย่างเดียวได้นานถึง 12 เดือน
“ตอกย้ำถึงความเข้มแข็งในการรับมือความผันผวนได้ดี และเวลานี้ การค้า การลงทุนยากขึ้น แต่ถ้าภาครัฐไม่เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์รายวัน ทำให้นิ่ง และมีเสถียรภาพก็เชื่อว่าเอกชนจะทำงานได้ง่ายขึ้น โดยในปี 2561 จะเป็นปีชี้เป็นชี้ตายของภาคเอกชน เพราะหากยังไม่มีการลงทุนก็จะตกขบวน” วโรทัย กล่าว
อย่างไรก็ดี ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้น่าจะสดใสกว่าปีที่ผ่านมา โดยน่าจะโตได้ที่ 3.4-3.5% ส่วนเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะโตได้ที่ 3.6% เนื่องจากการค้าโลกเปลี่ยนโครงสร้างไปเป็นแบบบีทูซีที่ตัดคนกลางออก เนื่องจากมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย
ด้าน รักษ์ วรกิจโภคาทร รองกรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิม แบงก์) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะมีมูมมองเชิงบวกมากขึ้น แต่ก็จะเล่นสูตรเดิมที่เคยเล่นมานานหลายสิบปีเหมือนการเล่นฟุตบอลไม่ได้ เพราะบริบทโลกเปลี่ยนไป
“เหมือนกรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ที่มีแนวคิดอเมริกา เฟิร์ส ทำให้เกิดการปกป้องเศรษฐกิจและประเทศตัวเอง ทำให้เห็นภาพการค้าลดลง แต่เกิดการลงทุนมากขึ้น และจะเห็นภาพนี้ต่อไปอีก 10 กว่าปี
“เวลานี้ไทยมีเกมรับ มีกองหลังรับมือความผันผวนเศรษฐกิจโลกในระดับต้นๆ ของโลก แต่ไทยยังขาดกองหน้า ตัวทำเกมรุก โดยเฉพาะการสร้างความได้เปรียบในการลงทุน ซึ่งไทยยังขาดการลงทุนด้วยการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งการลงทุนด้านนวัตกรรม ทำให้เครื่องมือในการสร้างกองหน้า สร้างคน สร้างนักรบไม่โดดเด่น” รักษ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในทุกๆ วิกฤตคือโอกาส แต่ทุกๆ โอกาสถ้าก้าวพลาดก็กลายเป็นวิกฤตได้ เหมือนกับไทยที่ล่าสุดมีชื่ออยู่รายชื่อประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ ซึ่งเป็นนโยบายหนึ่งของทรัมป์ที่จะตอบโต้การเกินดุลการค้ากับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทำให้ทุกประเทศที่มีรายชื่อต้องเริ่มมองหาตลาดใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงในตะกร้าลงทุน ซึ่งตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและอยู่ใกล้ไทยมากที่สุดเวลานี้ก็คือซีแอลเอ็มวี
รองกรรมการผู้จัดการเอ็กซิมแบงก์ ยังเห็นด้วยว่าไทยควรเร่งสร้างความร่วมมือประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวีที่ให้มีความร่วมมือกันทางการค้า การลงทุน สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยมาก เพราะการรวมตลาด 5 ประเทศ จะทำให้มีตลาดขนาดใหญ่ และเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อมากพอที่จะแข่งกับอินโดนีเซียที่กำลังพยายามยกตัวเองขึ้นมาให้เป็นเสือตัวใหม่ของอาเซียน
นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ระบุว่า สถานการณ์ส่งออกในเดือน มี.ค. 2560 คาดว่าจะขยายตัว 5% จากปัจจัยบวกจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น ความตึงเครียดจากภาวะที่อาจเกิดสงคราม และนโยบายกีดกันทางการค้าของทรัมป์ที่ส่งผลให้ผู้นำเข้าเร่งการนำเข้าสินค้ามากขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนในอนาคต ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะยังส่งผลดีต่อการส่งออกไทยไปจนถึงไตรมาส 2
ขณะที่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้น มองว่ายังคงผัวผวนไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งผู้ส่งออกส่วนใหญ่ได้ทำประกันความเสี่ยงไว้แล้ว จึงได้รับผลกระทบในส่วนของกำไรที่อาจลดลงเท่านั้น ไม่ใช่ประเด็นหลักที่จะมีผลต่อภาพรวมการส่งออกของไทย พร้อมแนะนำผู้ประกอบการรายเล็ก ทำประกันอัตราแลกเปลี่ยนป้องกันการขาดทุน
สำหรับสถานการณ์ส่งออกในช่วงไตรมาส 3 จะเริ่มเห็นผลกระทบในแง่ลบมากขึ้น จากการใช้นโยบายของทรัมป์ โดยเฉพาะนโยบายทางการทหารที่หากยังใช้นโยบายนี้ต่อเนื่อง อาจเสี่ยงการแทรกแซงจากมือที่ 3 จนไม่สามารถคุมสถานการณ์ และนำไปสู่การเกิดสงครามขึ้นจริง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก







