
เศรษฐกิจโลกฟื้นไม่สุด กีดกันการค้าเสี่ยงฉุดลงเหว
ในเดือน เม.ย.นี้ นับว่ามีข่าวดีเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจมหภาคระดับโลกอยู่หลายข่าวด้วยกัน เริ่มต้นด้วยธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ในเดือน เม.ย.นี้ นับว่ามีข่าวดีเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจมหภาคระดับโลกอยู่หลายข่าวด้วยกัน เริ่มต้นด้วยธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ที่ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) ขึ้นอีก 0.1% จากคาดการณ์เดิมในเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว เป็นขยายตัว 5% หรือโตขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนซึ่งโต 4.9% จากแรงซื้อในภูมิภาค การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์
ด้านองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ระบุว่า การค้าโลกในปีนี้จะขยายตัวดีขึ้นเป็น 2.4% จากที่โตเพียง 1.3% ในปีที่แล้ว และปรับเพิ่มกรอบการเติบโตจาก 1.8-3.1% ของคาดการณ์เดิมเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว เป็น 1.8-3.6% ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับขึ้นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกอีก 0.1% เป็นเติบโต 3.5% ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นในรายงานระยะสั้นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี
ในภาพรวมนั้นจึงถือว่าทั่วโลกมีทิศทางฟื้นตัวดีขึ้นเล็กน้อย เพราะแม้จะขาด “จีน” ที่เป็นหัวหอกตัวนำการเติบโตมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ได้ “สหรัฐ” มาเป็นปัจจัยหนุนใหม่แทน หลังจากตัวเลขหลายด้านปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่การจ้างงาน อัตราเงินเฟ้อ หรือตลาดทุนที่ขยายตัวอย่างร้อนแรง
อย่างไรก็ตาม หากสังเกตดูตัวเลขดังกล่าวจะพบว่าเป็นการปรับขึ้นคาดการณ์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตรงกันข้ามกับ “คำเตือน” ถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ยังมีความเป็นไปได้สูงและอาจเป็นแรงฉุดสำคัญในครึ่งปีหลังนี้
บรรดาหน่วยงานระดับโลกเหล่านี้ออกโรงเตือนเป็นเสียงเดียวกันว่า ภาวะการปกป้องหรือกีดกันทางการค้า (Protectionism) คือความเสี่ยงสำคัญที่สุดที่อาจฉุดให้การคาดการณ์ดังกล่าวไม่เป็นไปตามที่คาดเอาไว้
“โมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้จะยืนระยะไปได้อีกนานแค่ไหน ยังคงเป็นคำถามอยู่” มอริส ออบส์เฟลด์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ กล่าวขณะแถลงรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
ความเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้การเติบโตต้องชะงักลง มาจาก “นโยบายของสหรัฐ” เป็นหลัก โดยรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีนโยบายจะใช้มาตรการทางการคลังขนานใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเสี่ยงต่อการดันอัตราเงินเฟ้อให้ขยายตัวเร็วขึ้น และทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์กันเอาไว้ ซึ่งภาวะดังกล่าวจะนำไปสู่การแข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรงของค่าเงินเหรียญสหรัฐ จนกระทบต่อเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ตามมา
แต่ที่เสี่ยงมากกว่าและน่ากลัวที่สุดก็คือ การใช้นโยบายปกป้องทางการค้า ซึ่งอาจนำไปสู่การทำสงครามการค้าตอบโต้กัน และที่สุดแล้วผู้บริโภคก็ต้องแบกรับราคาสินค้าที่แพงขึ้น ผลิตผลที่ลดต่ำลง และฉุดรายได้ครัวเรือนให้ลดต่ำลงในที่สุด
การปกป้องทางการค้ายังเสี่ยงกระทบต่อเศรษฐกิจกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่าง จีน อินเดีย และแอฟริกาใต้ มากที่สุดด้วย ทั้งในแง่ของภาคเอกชนที่ต้องแบกรับปัญหาต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้น ในแง่ของปัญหาทางการค้า และในแง่ของความเสี่ยงด้านทุนไหลออก และอาจนำไปสู่ผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าอื่นๆ ตามมาอีกในวงกว้าง
แม้ว่าความกังวลของโลกจะลดลงไปได้เปลาะหนึ่งแล้ว หลังจากที่กระทรวงการคลังสหรัฐไม่ขึ้นบัญชีดำประเทศปั่นค่าเงินตามที่เคยขู่เอาไว้ก่อนหน้านี้ แต่รัฐบาลของทรัมป์เองก็ยังมีนโยบายปกป้องทางการค้าหลายอย่าง โดยล่าสุด ทรัมป์ได้สั่งให้มีการสอบสวนการนำเข้าเหล็กจากต่างชาติที่อาจกระทบกับความมั่นคงของประเทศ โดยตามกฎหมายการขยายการค้าปี 1962 เปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถจำกัดการนำเข้าสินค้าจากต่างชาติได้ หากเป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ
ไม่ใช่เพียงแค่ประเทศใหญ่อย่างสหรัฐเท่านั้น หลายประเทศเองต่างก็เริ่มมีทิศทางการใช้นโยบายปกป้องทางการค้าตามมาเช่นกัน อาทิ แผน “เมดอินอินเดีย” และทำให้หนังสือพิมพ์ของทางการจีนอย่าง
โกลบอลไทม์ส ออกบทความที่ส่งสัญญาณถึงอินเดียโดยตรงในเชิง “ปราม” หากอินเดียใช้แผนดังกล่าวเพื่อปกป้องการค้าในภาคต่างๆ เช่น บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือท้องถิ่น เพราะจีนอาจใช้มาตรการตอบโต้ตามมาเช่นกัน
บทความล่าสุดของโกลบอลไทม์ส นับเป็นครั้งที่สองแล้วหลังจากเคยเตือนไปรอบแรกเมื่อช่วงปลายปีก่อน ในขณะที่ภาคเอกชนจีนกำลังรุกตลาดโทรศัพท์มือถือในอินเดีย และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีโดยสามารถเบียดกับเจ้าถิ่นได้
ความเสี่ยงเรื่องการปกป้องทางการค้า จะเป็น 1 ในธีมสำคัญของการประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ชาติ (จี20) ซึ่งร่วมด้วยธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ที่ประเทศสหรัฐ ในสุดสัปดาห์นี้ แต่อาจไม่มีแนวทางการแก้ปัญหาอะไรออกมา ตราบใดที่ประเทศขนาดใหญ่ยังไม่ยอมถอย และทำให้ประเทศเล็กๆ ทั่วโลกทำได้เพียงการตั้งรับให้มั่นกับเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวแบบครึ่งๆ กลางๆ เท่านั้น







