posttoday
เอสเอ็มอีความงามทรานส์ฟอร์มผสานออฟไลน์คู่ออนไลน์

เอสเอ็มอีความงามทรานส์ฟอร์มผสานออฟไลน์คู่ออนไลน์

20 เมษายน 2560

โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัยการช็อปปิ้งของคนยุคนี้ เปลี่ยนจากโลกออฟไลน์สู่ออนไลน์เพิ่มขึ้น ผู้ดำเนินธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี ก็ได้มีการพัฒนารูปแบบธุรกิจอี-คอมเมิร์ซหลากหลายช่องทาง ทั้งการสร้างแบรนด์ดอทคอม การนำสินค้าไปจำหน่ายมาร์เก็ตเพลส จึงน่าสนใจถึงกลยุทธ์และเส้นทางสร้างการเติบโตธุรกิจผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและความงามของไทยนับจากนี้ไปเกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย เปิดเผยว่า โลกการค้าเข้าสู่ดิจิทัล สมาคมจึงเดินหน้าผลักดันกลุ่มผู้ดำเนินธุรกิจขนาดกลางและย่อมหรือเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันมีราว 500 รายในรูปแบบของบริษัท หันมาให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์ควบคู่กับออฟไลน์ เพื่อรองรับกับโลกการค้าไร้พรมแดน และเป็นหนึ่งในช่องทางนำแบรนด์ไทยไปสู่ตลาดโลก ซึ่งพบว่าตลาดผลิตภัณฑ์ความงามทั่วโลก 9.3 ล้านล้านบาท มีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ย 4.5% ต่อปีทั้งนี้ ทางสมาคมได้จัดอบรมการทำเว็บไซต์แบรนด์ดอทคอมอย่างไรให้ดึงดูดใจ และการใช้งานง่าย ส่งเสริมทางด้านความรู้และความเข้าใจ โดยให้กลุ่มเอสเอ็มอีพัฒนาช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพราะผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม โดยเฉพาะเครื่องสำอางนั้น กลุ่มผู้ซื้อสินค้าต้องมีช่องทางการท

โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

การช็อปปิ้งของคนยุคนี้ เปลี่ยนจากโลกออฟไลน์สู่ออนไลน์เพิ่มขึ้น ผู้ดำเนินธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี ก็ได้มีการพัฒนารูปแบบธุรกิจอี-คอมเมิร์ซหลากหลายช่องทาง ทั้งการสร้างแบรนด์ดอทคอม การนำสินค้าไปจำหน่ายมาร์เก็ตเพลส จึงน่าสนใจถึงกลยุทธ์และเส้นทางสร้างการเติบโตธุรกิจผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและความงามของไทยนับจากนี้ไป


เกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย เปิดเผยว่า โลกการค้าเข้าสู่ดิจิทัล สมาคมจึงเดินหน้าผลักดันกลุ่มผู้ดำเนินธุรกิจขนาดกลางและย่อมหรือเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันมีราว 500 รายในรูปแบบของบริษัท หันมาให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์ควบคู่กับออฟไลน์ เพื่อรองรับกับโลกการค้าไร้พรมแดน และเป็นหนึ่งในช่องทางนำแบรนด์ไทยไปสู่ตลาดโลก ซึ่งพบว่าตลาดผลิตภัณฑ์ความงามทั่วโลก 9.3 ล้านล้านบาท มีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ย 4.5% ต่อปี

ทั้งนี้ ทางสมาคมได้จัดอบรมการทำเว็บไซต์แบรนด์ดอทคอมอย่างไรให้ดึงดูดใจ และการใช้งานง่าย ส่งเสริมทางด้านความรู้และความเข้าใจ โดยให้กลุ่มเอสเอ็มอีพัฒนาช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพราะผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม โดยเฉพาะเครื่องสำอางนั้น กลุ่มผู้ซื้อสินค้าต้องมีช่องทางการทดลองสินค้า นอกจากนี้ยังส่งเสริมการสร้างแบรนด์และพัฒนาให้เป็นช่องทางขายผ่านทางโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ หรือกระทั่งการนำสินค้าไปจำหน่ายในมาร์เก็ตเพลส เพื่อทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก

“การพัฒนาช่องทางออนไลน์ในสเต็ปที่แบรนด์ไทยควรทำ ไปสู่เว็บไซต์แบรนด์ดอทคอม ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์เรื่องการมีตัวตนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังเป็นช่องทางการสื่อสารที่ดีอีกด้วย ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกของสมาคมพัฒนาช่องทางอี-คอมเมิร์ซและมีเว็บไซต์ราว 20-30% แล้ว ส่วนระบบหลังบ้าน ไม่ว่าจะเป็น โลจิสติกส์ การชำระเงิน ต้องวางระบบไว้ให้ดีให้ลูกค้าจ่ายเงินได้ง่าย สะดวก ส่วนบริการจัดส่งสินค้าต้องมีความรวดเร็วอย่างน้อยไม่เกิน 3 วัน” เกศมณี กล่าว

ด้านกลุ่มผู้ดำเนินธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี กันต์ธรณ์ ตรงฉาก ผู้ช่วยประธานกรรมการ บริษัท มาย่า แอนด์ โค ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสกินแคร์แบรนด์โอเลสเต้ กล่าวว่า บริษัทเพิ่งเปิดดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์สกินแคร์โอเลสเต้ เมื่อเดือน ม.ค.จุดเริ่มต้นแรก บริษัทให้ความสำคัญกับช่องทางอี-คอมเมิร์ซ เพราะเป็นช่องทางที่ทำให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ต้นทุนการขยายช่องทางจัดจำหน่ายไม่สูงเมื่อเทียบกับช่องทางออฟไลน์ โดยบริษัทมีครบทุกแพลตฟอร์ม ทั้งเว็บไซต์แบรนด์ดอทคอม โซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม

สำหรับกลยุทธ์ของบริษัทให้ความสำคัญไปที่การสร้างเว็บไซต์แบรนด์ดอทคอม เนื่องจากไม่มีค่าธรรมเนียมการจำหน่าย และสร้างรายได้ให้มากกว่านำสินค้าไปจำหน่ายเว็บไซต์อื่นๆ แต่ขณะเดียวกันก็มีสินค้าจำหน่ายในมาร์เก็ตเพลส อาทิ ลาซาด้าอยู่บ้าง เพราะมาร์เก็ตเพลสเป็นช่องทางที่คนส่วนใหญ่รู้จักเปรียบเสมือนประตูแนะนำให้ลูกค้ารู้จักสินค้า อย่างไรก็ดีทุกวันนี้มีแบรนด์เกิดใหม่จำนวนมากที่ขายในช่องทางออนไลน์ และก็หายไปจากตลาดอย่างรวดเร็ว สำหรับโอเลสเต้เน้นจุดแข็งด้านทางนวัตกรรม โดยพัฒนาสินค้าใหม่ออกมาต่อเนื่อง 6 เดือน/ครั้ง

“การทำเว็บไซต์แบรนด์ดอทคอม โจทย์คือทำให้คนที่เข้ามาใช้บริการง่ายตั้งแต่การลงทะเบียนเพื่อซื้อสินค้า รูปแบบเว็บไซต์ต้องไม่ล้ำสมัยจนเกินไปหรือดูไม่ทันสมัย สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ที่เริ่มตั้งแต่ 20-50 ปี ส่วนการทำโปรโมชั่นเน้นสร้างความแตกต่างระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ไม่เหมือนกัน เพื่อสร้างทราฟฟิกการซื้อในแต่ละช่องทางแต่ละกลุ่มเป้าหมาย” กันต์ธรณ์ กล่าว

การทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ของแบรนด์ที่ต้องการเติบโตในตลาดต่างประเทศมากกว่าจะจำหน่ายสินค้าเฉพาะแค่ภายในประเทศเท่านั้น เป้าหมายของแบรนด์ คือ เป็นลอรีอัลเมืองไทยที่สามารถจำหน่ายไปในหลายๆ ประเทศทั่วโลก โดยตั้งเป้าหมาย 3-5 ปี สร้างรายได้ 1,000 ล้านบาท ส่วนปีแรกรายได้ 100 ล้านบาท แบ่งเป็น ต่างประเทศ 80% ขณะนี้ได้เซ็นสัญญากับผู้ประกอบการจีน อินเดีย ภายในประเทศ 20%

วรรัตน์ มีสัตย์ธรรม ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท บี.ไบโอนิค ออร์แกนิค คอสเมติกส์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องสำอางบี.ไบโอนิค กล่าวว่า กลยุทธ์การทำตลาดในอี-คอมเมิร์ซนั้น บริษัทให้ความสำคัญกับ 2 แพลตฟอร์ม การสร้างแบรนด์ดอทคอมบี.ไบโอนิค เพื่อรองรับกับฐานลูกค้าที่เป็นสาวกของแบรนด์ โดยพฤติกรรมของลูกค้าดังกล่าวจะเข้ามาซื้อสินค้าแบรนด์ดอทคอม ส่วนแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ช่วยทำให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าได้ในระยะเวลารวดเร็ว

อย่างไรก็ดี การทำธุรกิจออนไลน์ในกลุ่มเครื่องสำอาง หลักการถ่ายภาพสีสันของสินค้าต้องไม่ผิดเพี้ยนกับความเป็นจริง เพื่อให้ลูกค้าเลือกสินค้าได้อย่างถูกต้องและไม่ผิดหวังเมื่อได้รับสินค้า ขณะเดียวกันก็มีบิวตี้ บล็อกเกอร์ หรือผู้แนะนำผลิตภัณฑ์ทางความงามร่วม 40 คน แนะนำสินค้าคอลเลกชั่นต่างๆ นอกจากนี้ต้องมีช่องทางออฟไลน์ให้ลูกค้าได้สัมผัสกับสินค้าทดลอง ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญในสัดส่วนถึง 60% ส่วนออนไลน์สัดส่วน 40%

ขณะที่ระบบการชำระเงิน บริษัทได้เตรียมความพร้อมเปิดระบบเพย์พัลรองรับกับการทำตลาดต่างประเทศ มุ่งเน้นไปตลาดซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) จากปัจจุบันมีดิสทริบิวเตอร์ที่ลาวด้วยกัน 3 ราย ขณะเดียวกันการทำระบบชำระเงินเพย์พัล ยังรองรับกับการชำระเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นภายในประเทศ เบื้องต้นได้จัดทำโปรโมชั่นเมื่อซื้อสินค้าครบ 1,500 บาท สะสมแต้มเมื่อซื้อผ่านระบบเพย์พัล

นั่นคือการขับเคลื่อนธุรกิจเอสเอ็มอีไทย ที่กำลังทรานส์ฟอร์มโดยผสานระหว่างโลกของออนไลน์กับออฟไลน์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทุกช่องทาง ทุกมิติ และมองถึงการปลุกปั้นเว็บไซต์ของตัวเองภายใต้แบรนด์ดอทคอมขึ้นมา มากกว่าจะเป็นการฝากขายสินค้าบนมาร์เก็ตเพลสอย่างเดียว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท