
กสอ.ดันแฟชั่นมุสลิมไทยสู่ตลาดโลก
กสอ.ส่งเสริมเสื้อผ้าแฟชั่นมุสลิมไทยสู่ตลาดโลก หวังจับกลุ่มลูกค้าไฮโซจากประเทศในอาเซียน และตะวันออกกลาง พร้อมดันตลาดประตูน้ำ โบ๊เบ๊ เป้นศูนย์กลางกระจายสินค้าเสื้อผ้ามุสลิม
กสอ.ส่งเสริมเสื้อผ้าแฟชั่นมุสลิมไทยสู่ตลาดโลก หวังจับกลุ่มลูกค้าไฮโซจากประเทศในอาเซียน และตะวันออกกลาง พร้อมดันตลาดประตูน้ำ โบ๊เบ๊ เป้นศูนย์กลางกระจายสินค้าเสื้อผ้ามุสลิม
นายอาทิตย์ วุฒิคะโร อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมกำลังส่งเสริมสินค้าแฟชั่นเสื้อผ้ามุสลิมที่ผลิตจากเมืองไทยให้เป็นที่นิยมในตลาดโลกมากขึ้น โดยได้ให้ดีไซเนอร์จากสถาบันการศึกษาออกแบบชุดต้นแบบแฟชั่นเครื่องแต่งกายมุสลิม 50 ชุด ส่งให้ฑูตพาณิชย์ไทยในกลุ่มประเทศมุสลิมทั้งตะวันออกกลาง อินเดียและอาเซียน นำไปเผยแพร่ให้ผู้ค้าเสื้อผ้าในต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางแฟชั่นมุสลิมชั้นนำระดับโลก
รวมทั้งจะร่วมเดินทางไปจัดแสดงสินค้าประเทศต่างๆ เนื่องจากเห็นว่าตลาดเสื้อผ้ามุสลิมของไทยมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้อีกมาก และยังไม่มีเสื้อผ้ายี่ห้อระดับโลกที่เจาะตลาดกลุ่มนี้อย่างจริงจัง จึงเห็นเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย
ปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมจากประเทศแถบตะวันออกกลางและประเทศเพื่อนบ้านเช่น มาเลเซียและบรูไน ที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยสนใจซื้อเสื้อผ้ามุสลิมจากไทยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในตลาดโบ้เบ๊ ประตูน้ำ สำเพ็งและหาดใหญ่จึงมีแนวคิดที่จะผลักดันให้ตลาดเหล่านี้เป็นศูนย์กระจายสินค้าเสื้อผ้ามุสลิมของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ด้วยเช่นเดียวกัน
“มูลค่าตลาดเสื้อผ้ามุสลิมสำเร็จรูปในไทยปัจจุบันยังไม่มีการรวบรวมที่แน่ชัด แต่มูลค่าคร่าวๆน่าจะอยู่ระดับหมื่นล้านบาท แต่ในกลุ่มที่เป็นสินค้าแฟชั่นยังมีมูลค่าไม่เยอะอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งการส่งเสริมแฟชั่นมุสลิมเพื่อเน้นสร้างภาพลักษณ์การออกแบบ โดยสินค้ากลุ่มนี้จะเจาะกลุ่มลูกค้ามุสลิมระดับไฮโซได้”นายอาทิตย์ กล่าว
สำหรับโครงการ “พัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายมุสลิมเพื่อการส่งออก” แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.การทำวิจัยตลาดความต้องการเสื้อผ้าของลูกค้ามุสลิมในแต่ละพื้นที่ ว่ามีต้องการอย่างไร ทั้งรูปแบบ สีสัน ขนาด และรายละเอียดต่างๆ ที่เป็นข้อห้ามในการแต่งกายของมุสลิมทั่วโลก เพราะในแต่ละพื้นที่ก็มีการแต่งการและข้อห้ามที่แตกต่างกัน เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่ผู้ผลิต ให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความนต้องการของตลาด
2.พัฒนาบุคลากร นักออกแบบ ไม่ต่ำกว่า 100 คน เพื่อส่งเสริมให้เกิดนักออกแบบใหม่ๆ โดยได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการพัฒนานักออกแบบรุ่นใหม่ ที่มีความรู้ในแฟชั่นเครื่งอแต่งกายของมุสลิม 3.ผลิตต้นแบบเสื้อผ้าแฟชั่นจำนวน 50 ชุด สำหรับการเผยแพร่ สร้างภาพลักษณ์ เพื่อให้นำไปสู่การซื้อขายในที่สุด โดยการผลิตจะเน้นให้ใช้ผ้าไทยทั้ง 4 ภาค มาผสมผสานกัน เช่น ผ้าปาเต๊ะ ผ้าขาวม้า ผ้าฝ้าย ผ้าคอตตอน และ ป่านมัสลินทำการมัดย้อมให้เกิดลวดลายที่สวยงาม
ทั้งนี้ นอกจากจะช่วยการพัฒนาแฟชั่นเครื่องแต่งกายมุสลิมให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกแล้ว ก็ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ประกอบการกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งหุ่มสามารถทำตลาดรองรับที่มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ปัจจุบันมีคำสั่งซื้อจากประเทศมาเลเซียและบรูไน.







