
อัดงบเร่งพัฒนา28สนามบิน
ทย.ทุ่มงบ4.2พันล้านปรับระบบตรวจกระเป๋า ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย
ทย.ทุ่มงบ4.2พันล้านปรับระบบตรวจกระเป๋า ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย
โพสต์ทูเดย์ - ทย.ทุ่ม 4,200 ล้าน ยกเครื่องระบบตรวจสัมภาระ 28 สนามบินทั่วประเทศ ขีดเส้นเสร็จปี 2561
นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) เปิดเผยว่า กรมท่าอากาศยานมีนโยบายพัฒนาระบบตรวจสัมภาระแบบ In-line Screening ใช้เงินลงทุน 4,220 ล้านบาท ภายในสนามบินทั่วประเทศ 28 แห่ง เพื่อยกระดับมาตรฐานสนามบินภูมิภาครองรับศักยภาพฮับการบินและตลาดท่องเที่ยวของประเทศ
ทั้งนี้ แผนลงทุนประกอบด้วย ระยะแรก 720 ล้านบาท กำหนดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 3 สนามบิน ได้แก่ สนามบินกระบี่ สนามบินอุดรธานี และสนามบินสุราษฎร์ธานี ส่วนแผนระยะที่สอง วงเงิน 3,500 ล้านบาท จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2561 ในอีก 24 สนามบินที่เหลือ
สำหรับระบบขนถ่ายสัมภาระแบบ In-line Screening เป็นหนึ่งในมาตรฐานความปลอดภัยขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) เพื่อยกระดับความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร รวมถึงลดปัญหาความแออัดของอาคารผู้โดยสาร เนื่องจากผู้โดยสารสามารถไปยังเคาน์เตอร์ตรวจบัตรโดยสารของสายการบินเพื่อเข้าสู่กระบวนการผู้โดยสารขาออกได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาตรวจสัมภาระก่อนเข้าสู่ท่าอากาศยาน จากนั้นระบบจะลงทะเบียนสัมภาระและลำเลียงผ่านระบบสายพานลำเลียงกระเป๋า ซึ่งมีการติดตั้งระบบตรวจสอบความปลอดภัยไว้ และหากพบสัมภาระต้องสงสัยจะมีการดำเนินการตามมาตรการการรักษาความปลอดภัยต่อไป ขณะที่กระเป๋าที่หิ้วขึ้นเครื่องยังคงจะตรวจตามปกติเช่นเคย
นายดรุณ กล่าวว่า นอกจากนี้กรมท่าอากาศยานยังมีโครงการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในแผนแอ็กชั่นแพลน 2560 ของกระทรวงคมนาคม ประกอบด้วยการปรับปรุงภูมิทัศน์และเพิ่มงานออกแบบภายในอาคาร โดยระยะแรกจะใช้งบประมาณราว 168 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงห้องน้ำทุกสนามบินให้เป็นระดับสากล ซึ่งจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้
นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. กล่าวว่า มีแผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อเพิ่มรายได้รองรับการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวของประเทศ โดยจะเพิ่มพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสารอีก 1 เท่า จากเดิม 5% เป็น 10% ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับในบางประเทศที่มีพื้นที่เชิงพาณิชย์กว่า 25% ของอาคารผู้โดยสาร โดยเฉพาะจากช่วงทางเดิน A1-A3 โดยในปีที่แล้วองค์กรสามารถเพิ่มรายได้เชิงพาณิชย์ถึง 10% ภายหลังจากดำเนินการจัดโซนนิ่งร้านค้าในอาคารผู้โดยสาร โดยจัดกลุ่มร้านค้าและธุรกิจบริการที่มีลูกค้าเยอะอย่างเช่นอาหารและเครื่องดื่มมาอยู่ในจุดที่มีผู้โดยสารหนาแน่น และย้ายร้านค้าและธุรกิจบริการที่มีลูกค้าน้อยหรือใช้พื้นที่เยอะไปอยู่ในโซนพิเศษด้านใน พร้อมจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ให้กับลูกค้าเพื่อลดปัญหาความหนาแน่นของผู้โดยสารภายในสนามบิน
ด้านการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างเปล่านั้น ขณะนี้เอกชนกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาหลังจากรับรู้แผนแม่บทการพัฒนาสนามบินหลักและปริมาณผู้โดยสารในระยะ 5 ปีแล้ว คาดว่าภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ จะได้ข้อสรุปด้านการกำหนดจุดพื้นที่ภายนอกสนามบินและภายในสนามบิน รวมถึงอัตราราคาค่าเช่าที่ดิน ซึ่งเบื้องต้นคาดว่ากรมธนารักษ์จะเคาะราคารูปแบบผลตอบแทนต่อการประเมินสินทรัพย์ที่ 3% ขณะที่การคิดราคาค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินจะต้องจัดสรรผลตอบแทนที่ 5% ของรายได้ทั้งหมด และค่าเช่าพื้นที่นอกสนามบินต้องจัดสรรผลตอบแทนที่ 50% ของรายได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามเมื่อได้ข้อสรุปของประเด็นดังกล่าวทั้งหมดแล้ว ในปี 2561 จะเดินหน้าแผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์เต็มตัว
อย่างไรก็ตาม ยังมั่นใจว่าอาลีบาบาจะเข้ามาลงทุนภายในสนามบินสุวรรณภูมิอย่างแน่นอนด้วยศักยภาพของประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าอี-คอมเมิร์ซในภูมิภาคอาเซียน







