posttoday
จีนคิดการใหญ่ ตั้งเขตศก.ใหม่หวังโตยาว

จีนคิดการใหญ่ ตั้งเขตศก.ใหม่หวังโตยาว

13 เมษายน 2560

หลังปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2017 ลงมาอยู่ที่ 6.5% จากกรอบ 6.5-7% ของปีที่แล้ว

โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

หลังปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2017 ลงมาอยู่ที่ 6.5% จากกรอบ 6.5-7% ของปีที่แล้ว ซึ่งจัดว่าต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี รัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ก็เพิ่งอนุมัติการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งใหม่ที่ชื่อว่า “เซียงอาน นิว แอเรีย” (Xiongan New Area) ในมณฑลเหอเป่ย์ เมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

การตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งใหม่ที่ว่านี้ จะถือเป็นอีกกลยุทธ์การเติบโตที่น่าจับตามองของจีน นอกเหนือไปจากการลงทุนโครงสร้างที่สนับสนุนโครงการเส้นทางสายไหม เพราะการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐบวกกับหนี้ที่ขยายตัวขึ้นในประเทศอย่างน่ากลัวในขณะนี้ ทำให้จีนไม่อาจใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อหนุนเศรษฐกิจเหมือนที่ผ่านมาได้อีก

ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจใหม่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 100 กิโลเมตร โดยในช่วงเริ่มแรกนั้น เขตเศรษฐกิจพิเศษเซียงอานจะมีพื้นที่ราว 100 ตารางกิโลเมตร แล้วจะค่อยๆ ขยายตัวจนมีขนาดราว 2,000 ตารางกิโลเมตรในระยะยาว

หนังสือพิมพ์ไชน่าเดลี่ หนึ่งในกระบอกเสียงของรัฐบาลจีน รายงานว่า นอกจากต้องการสร้างกลไกขับเคลื่อนการขยายตัวใหม่ตามรอยเขตเศรษฐกิจพิเศษเสิ่นเจิ้นและผู่ตง ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อทศวรรษ 1980 และ 1990 แล้ว จีนยังวาดหวังให้เซียงอานกลายเป็นศูนย์กลางการพัฒนานวัตกรรมและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตามแผนการ “เมดอินไชน่า 2025” ของรัฐบาล รวมถึงมาเติมเต็มบทบาทในเชิงสังคมที่กรุงปักกิ่งล้มเหลว โดยเฉพาะในด้านปัญหามลพิษทางอากาศและประชากรที่หนาแน่น

ในระยะสั้นนั้น หยางเจา และเวนดี้ เฉิน นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ คาดการณ์ว่า การตั้งเขตเซียงอานจะช่วยกระตุ้นการลงทุนทางตรงในด้านโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ราว 5 แสนล้านหยวน (ราว 2.5 ล้านล้านบาท) ต่อปี ในอีก 5 ปีข้างหน้า คิดเป็น 0.3-0.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

แม้การประกาศตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเซียงอาน อาจดูเป็นแผนการใหญ่ที่เซอร์ไพรส์ไปบ้าง จนทำให้หุ้นกลุ่มบริษัทก่อสร้างจีนพุ่งขึ้นทันทีไปกว่า 35% ในวันที่ 3 เม.ย. รับข่าวดังกล่าว และจีนต้องระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดในบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่เพื่อป้องกันการเก็งกำไร แต่แผนการเขตเศรษฐกิจใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างฉับพลันทันด่วน

ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้เตรียมการเคลื่อนย้ายหน่วยงานรัฐบางส่วนมาจากกรุงปักกิ่ง รวมถึงสถาบันวิจัย หน่วยงานสาธารณูปโภค และบริการอำนวยความสะดวกต่างๆ มายังเขตเซียงอาน ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายหลักของเขตเศรษฐกิจแห่งนี้ คือพัฒนานวัตกรรมการผลิตอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยลดมลภาวะและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อพลิกโฉมมณฑลเหอเป่ย์ ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเหล็กและถ่านหิน ที่ประสบปัญหาเรื้อรังด้านการผลิตเกินปริมาณและธุรกิจไม่ทำกำไร จนต้องปลดพนักงานไปจำนวนมหาศาลเมื่อปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ มณฑลเหอเป่ย์มีโรงงานผลิตเหล็กประมาณ 104 แห่ง คิดเป็นเกือบ 25% ของปริมาณการผลิตเหล็กทั้งหมดของจีน ซึ่งที่ผ่านมาทางการท้องถิ่นเหอเป่ย์ให้คำมั่นว่าจะลดการผลิตเหล็กลง 31.17 ล้านตัน ภายในปี 2017 และ 49.13 ล้านตัน ภายในปี 2020

หากเขตเศรษฐกิจเซียงอานช่วยให้มณฑลเหอเป่ย์ปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมเหล็กสำเร็จ จีนจะมีขุมกำลังสำคัญเพิ่มขึ้นมาในการขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนเปิดเผยว่าการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเซียงอานจะช่วยสนับสนุนโครงการพัฒนามหานครแห่งใหม่ที่มีชื่อเล่นว่า “จิง-จิน-จี” ซึ่งจีนทุ่มลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมต่อประชากรราว 130 ล้านคนในกรุงปักกิ่ง เมืองเทียนจิน และมณฑลเหอเป่ย์ โดยเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว จีนอนุมัติงบ 3.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.24 ล้านล้านบาท) เพื่อสร้างทางรถไฟความยาว 1,126 กิโลเมตร ภายใน 3 ปี อีกทั้งยังตั้งเป้าสร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่างเมืองอีก 24 สายให้เสร็จภายในปี 2050

หากดำเนินการเสร็จสิ้น มหานครนี้จะมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนย้ายแรงงาน ซึ่งจะช่วยกระจายแรงงานที่กระจุกตัวอยู่ในกรุงปักกิ่งไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยรอบ หมายความว่าเมืองเทียนจิน และเขตเศรษฐกิจเซียงอานในมณฑลเหอเป่ย์ที่อยู่ใกล้เคียงจะได้รับอานิสงส์ไปด้วย โดยแรงงานที่หลั่งไหลเข้ามาจะมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่อไป

อย่างไรก็ดี แผนการยิ่งใหญ่ของจีนในการใช้เขตเศรษฐกิจเซียงอานกระตุ้นการขยายตัวใช่ว่าจะสำเร็จโดยง่าย เนื่องจากในขณะนี้เขตเซียงอานมีสัดส่วนจีดีพีไม่ถึง 1% อยู่ที่ 2,900 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1 แสนล้านบาท) ในปี 2016 ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ตั้งขึ้นก่อนหน้านี้อีก 2 แห่ง คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษผู่ตงและเสิ่นเจิ้น ที่มีขนาดจีดีพี 1.26 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.36 ล้านล้านบาท) และ 2.83 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.79 ล้านล้านบาท) ตามลำดับ ในปี 2016 โดยกว่าที่เขตเศรษฐกิจทั้งสองจะเติบโตได้อย่างในปัจจุบัน ต้องใช้เวลากว่า 20 ปี

เมื่อเปรียบเทียบความได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจ เซียงอานยังถือว่าด้อยกว่าเขตผู่ตงและเสิ่นเจิ้นอยู่มาก และรัฐจำเป็นต้องเพิ่มการพัฒนาในด้านต่างๆ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เขตเซียงอานสามารถขึ้นมาทัดเทียมกับ 2 เขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว โดยความสำคัญทางเศรษฐกิจของผู่ตงนั้น มาจากการเป็นที่ตั้งของนครเซี่ยงไฮ้ ศูนย์กลางด้านการค้าและทางการเงินของจีน ขณะที่ความก้าวหน้าของเสิ่นเจิ้นได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของฮ่องกงที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน  

ขณะที่ความพยายามเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าสู่ภาคการผลิตเต็มรูปแบบ คาดว่าจะใช้เวลานานเช่นกัน โดยมอร์แกน สแตนเลย์ คาดการณ์ว่าจีนต้องใช้เวลาราว 15 ปี ในการเคลื่อนย้ายแรงงาน 80% จากจำนวน 5.4 ล้านคนมายังเซียงอาน และจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมอีก 2 ล้านล้านหยวน (ราว 10 ล้านล้านบาท) ในการดำเนินการดังกล่าว

นอกจากนี้ การป้องกันไม่ให้เกิดการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์และความเสี่ยงทางการเงินในเขตเศรษฐกิจใหม่ อาจทำให้ภาคเอกชนสนใจลงทุนพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวน้อยลง ซึ่ง หยางเจา และเวนดี้ เฉิน มองว่าปัจจัยดังกล่าวจะทำให้เขตเซียงอานอาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่

การตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเซียงอานจึงนับเป็นก้าวที่กล้าของรัฐบาลสีจิ้นผิง เพื่อสร้างฟันเฟืองหนึ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนของจีน ซึ่งเห็นได้จากการมุ่งเน้นสร้างการผลิตอัจฉริยะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมใหม่ๆ แต่การจะก้าวขึ้นไปมีความสำคัญทางเศรษฐกิจไม่แพ้เขตผู่ตงและเสิ่นเจิ้นได้หรือไม่นั้น ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับการวางนโยบายการพัฒนาของรัฐบาล ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไปอีกยาว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท