
เอกชนบริหารความเสี่ยง ขยายตลาดรับมือทรัมป์
การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้ประเมินผลกระทบจากคำสั่งประธานาธิบดีสหรัฐ (Executive Order) เรื่องการขาดดุลการค้าของสหรัฐ ซึ่งมีไทยเป็น 1 ใน 16 ประเทศที่ระบุว่าเกินดุลการค้า
เจน นำชัยศิริ ประธาน ส.อ.ท. ระบุว่า นอกจากกลุ่มสินค้าส่งออกที่จะเข้าข่ายได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการทุ่มตลาด และสินค้าที่ไทยได้สิทธิจีเอสพีสหรัฐ ยังมีสินค้าในบางหมวดที่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตในกรณีที่ประเทศคู่ค้าอย่างญี่ปุ่นและจีนถูกตอบโต้ทางการค้าจากสหรัฐด้วย โดยขนาดของผลกระทบคงจะขึ้นอยู่กับระดับมาตรการที่สหรัฐจะนำมาใช้
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวค่าเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมทั้งสถานการณ์การเมืองในยุโรป หลังจากก่อนนี้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินต่างๆ จากการคาดการณ์ของเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และตลาดเริ่มไม่แน่ใจต่อการผลักดันนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนต้องบริหารความเสี่ยงและขยายตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น จากที่ไทยส่งออกไปสหรัฐสัดส่วนประมาณ 10% เมื่อเทียบการส่งออกทั้งหมด แต่เชื่อว่าจะไม่มีการย้ายฐานผลิตจากไทย เนื่องจากบริษัทชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ก็เป็นบริษัทจากสหรัฐที่เข้ามาลงทุนในไทย แต่ประเทศที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการสหรัฐน่าจะเป็นจีนมากกว่า
ปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า หากสหรัฐมีมาตรการตอบโต้ อาจทำให้ต้นทุนของกลุ่มผู้ประกอบการไทยเพิ่มขึ้น และทำให้ราคาสินค้าไทยสูงขึ้นในอนาคต
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวอย่างชัดเจนแล้ว และจากผลการสำรวจของหอการค้าไทย พบว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีการใช้จ่ายสูงสุดในรอบ 12 ปี ผนวกกับการที่ภาครัฐใช้งบประมาณกระจายสู่ท้องถิ่นกว่า 1 แสนล้านบาท ยังจะเกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งน้ำ แหล่งท่องเที่ยว และการเกษตร ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ขณะที่ กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยืนยันว่ากรณีสหรัฐโจมตีฐานทัพอากาศของซีเรียไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย แต่หากมีการเคลื่อนไหวตอบโต้เกาหลีเหนือขึ้นจริงก็จะต้องจับตามอง และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาน้ำมันและราคาทองคำ
“กระทรวงการคลังมีมาตรการพร้อมรับมือผลกระทบในทุกรูปแบบ อาทิ มาตรการทางการเงิน มาตรการทางการคลัง และมาตรการทางภาษี ซึ่งพร้อมใช้งานกับทุกสถานการณ์” กฤษฎา ระบุ
ด้านกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอวอตช์) โดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานเอฟทีเอวอตช์ เปิดเผยว่า จะยื่นหนังสือคัดค้านต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา หากภาครัฐจะใช้มาตรา 44 เร่งออกสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ทางยา เพราะทำให้เกิดการผูกขาดตลาดยา และทำให้ยามีราคาแพงมากขึ้นหลายเท่าตัว
อีกทั้งมีงานวิจัยยืนยันว่า จากคำขอสิทธิบัตรทางยาซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นคำขอจากต่างประเทศมีมากถึงร้อยละ 84 ที่มีลักษณะของการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการประดิษฐ์เพียงเล็กน้อย แล้วนำมายื่นขอรับสิทธิบัตรเป็นฉบับใหม่ เพื่อขยายเวลาของการคุ้มครองออกไป อาทิ Metformin ซึ่งเป็นยาเก่าที่ใช้มากว่า 90 ปี มีคำขอรับสิทธิบัตรมากถึง 13 ฉบับ ทำให้ขยายอายุสิทธิบัตรยามากถึง 29 ปี Sofosbuvir ยารักษาไวรัสตับอักเสบซี มีคำขอมากถึง 13 ฉบับ ซึ่งที่อินเดียและอียิปต์ปฏิเสธคำขอนี้ไปแล้ว หากกระทรวงพา ณิชย์นำมาตรา 44 มาช่วยปล่อยผี จะทำให้ขยายอายุสิทธิบัตรยามากถึง 31 ปี







