
แบงก์กรุงเทพนำ 'InnoHub' รุกฟินเทคโลก
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิติวงษ์โครงการ Bangkok Bank InnoHub เป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารกรุงเทพและบริษัท บัวหลวงเวนเจอร์ส ร่วมกับ บริษัท เนสท์ ผู้เชี่ยวชาญบ่มเพาะผู้ประกอบการหน้าใหม่ด้านนวัตกรรมระดับโลก และเป็นครั้งแรกของประเทศที่เปิดให้สตาร์ทอัพหน้าใหม่จากทั่วโลกมาเข้าโครงการการจัดตั้งโครงการดังกล่าว สะท้อนนโยบายของธนาคารกรุงเทพเป็นอย่างดีในการเอาจริงเอาจังเกี่ยวกับพัฒนาการของเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) และตั้งใจนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ดีขึ้น แม้จะไม่ได้จัดงานแถลงหรือประกาศตัวอย่างเป็นทางการพนุกร จันทรประภาพ ฝ่ายการลงทุนธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะกรรมการ บริษัท บัวหลวงเวนเจอร์ส เปิดเผยว่า จุดมุ่งหมายของโครงการ Bangkok Bank InnoHub 2 ด้าน ประกอบด้วย 1.ต้องการผลักดันสตาร์ทอัพให้อยู่ในอีโคซิสเต็มของไทย เพื่อเป็นส่วนในการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวเป็นประเทศนวัตกรรมตามนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยโครงการนี้มุ่งเน้นในกลุ่มเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร 2.นำเทคโนโลยีทางการเงินมาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างไรก็ดี Bangkok Bank InnoHub ต่างจากโปรแกรมบ่มเพาะผู้ประกอบการหน้
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิติวงษ์
โครงการ Bangkok Bank InnoHub เป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารกรุงเทพและบริษัท บัวหลวงเวนเจอร์ส ร่วมกับ บริษัท เนสท์ ผู้เชี่ยวชาญบ่มเพาะผู้ประกอบการหน้าใหม่ด้านนวัตกรรมระดับโลก และเป็นครั้งแรกของประเทศที่เปิดให้สตาร์ทอัพหน้าใหม่จากทั่วโลกมาเข้าโครงการ
การจัดตั้งโครงการดังกล่าว สะท้อนนโยบายของธนาคารกรุงเทพเป็นอย่างดีในการเอาจริงเอาจังเกี่ยวกับพัฒนาการของเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) และตั้งใจนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ดีขึ้น แม้จะไม่ได้จัดงานแถลงหรือประกาศตัวอย่างเป็นทางการ
พนุกร จันทรประภาพ ฝ่ายการลงทุนธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะกรรมการ บริษัท บัวหลวงเวนเจอร์ส เปิดเผยว่า จุดมุ่งหมายของโครงการ Bangkok Bank InnoHub 2 ด้าน ประกอบด้วย 1.ต้องการผลักดันสตาร์ทอัพให้อยู่ในอีโคซิสเต็มของไทย เพื่อเป็นส่วนในการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวเป็นประเทศนวัตกรรมตามนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยโครงการนี้มุ่งเน้นในกลุ่มเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร 2.นำเทคโนโลยีทางการเงินมาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้
อย่างไรก็ดี Bangkok Bank InnoHub ต่างจากโปรแกรมบ่มเพาะผู้ประกอบการหน้าใหม่อื่นที่เน้นสนับสนุนเฉพาะผู้ประกอบการในประเทศ เพราะมองว่าฟินเทคไทยมีน้อยรายยังไม่ล้ำหน้า จึงตั้งใจเปิดรับสตาร์ทอัพจากทั่วโลก โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของเนสท์มาคัดเลือกสตาร์ทอัพด้านฟินเทคเข้าร่วมโครงการ ซึ่งเนสท์ได้มีการทำโครงการในลักษณะนี้ร่วมกับสถาบันการเงินระดับโลกหลายแห่ง เช่น ธนาคารดีบีเอส ธนาคารโอซีบีซี เอไอเอ และวีซ่า นอกจากนี้ เนสท์ยังเชี่ยวชาญเทคโนโลยีอื่นที่ไม่ใช่ฟินเทคอีกด้วย
ฟินเทคสตาร์ทอัพที่ธนาคารมุ่งเน้นคัดเลือกให้เข้าโปรแกรมอินโนฮับมี 3 ด้าน ได้แก่ ด้านแรก การชำระเงิน ด้านที่สอง คือ การพิสูจน์ตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-KYC) ด้านที่สาม ได้แก่ นวัตกรรมใหม่ที่นำมาพัฒนาบริการลูกค้า ได้แก่ Machine Learning และ Artificial Intelligence (AI) เป็นพิเศษ เพื่อมาแทนการใช้พนักงานให้บริการในข้อมูลพื้นฐาน อย่าง คอลเซ็นเตอร์ ก็จะใช้ Chat Bot หรือหุ่นยนต์ตอบคำถาม
“ธนาคารให้ความสำคัญกับฟินเทคมาก โดยขณะนี้ได้ตั้งทีมฟินเทคของธนาคารขึ้นมาใหม่ ที่ระดมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีทางการเงินมาเข้าร่วม เพื่อวางกลยุทธ์และแผนดิจิทัลของธนาคารว่าจะเดินไปในทิศทางไหน โดยเป็นนโยบายหลักของธนาคารที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ลงมาดูแลโครงการนี้ด้วยตัวเอง” พนุกร กล่าว
สำหรับจุดที่ทำให้สตาร์ทอัพต่างประเทศทั่วโลกสนใจเข้าร่วมโครงการ Bangkok Bank InnoHub ของไทยแม้ว่าจะเป็นประเทศเล็กๆ นั้น ทางเนสท์ได้สำรวจความคิดเห็นจากสตาร์ทอัพทั่วโลก พบว่าส่วนใหญ่สนใจขยายธุรกิจในเอเชีย เพราะอัตราการขยายตัวจีดีพีสูงเฉลี่ย 3-8% คนรายได้ปานกลาง (Middle Income) เติบโตเร็ว ความเป็นเมืองขยายตัวอย่างมาก (Urbanization) ทำให้เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้เติบโตได้ในระยะยาว สตาร์ทอัพมองว่า เอเชียเป็นหนึ่งในสถานที่เป้าหมายที่ต้องมา
โดยเฉพาะประเทศไทยเป็นประเทศเป้าหมายอันดับต้นๆ เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ ได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ศูนย์กลางของประเทศซีแอลเอ็มวีที่กำลังขยายตัวสูง เหมาะเป็นสำนักงานใหญ่สำหรับนักธุรกิจที่จะขยายธุรกิจในซีแอลเอ็มวี นอกจากนี้ ยังมีจุดแข็งของธนาคารกรุงเทพ จากเครือข่าย 32 ประเทศทั่วโลก สตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการบ่มเพาะจะสามารถขยายธุรกิจผ่านเครือข่ายของธนาคารกรุงเทพด้วย
ทั้งนี้ เมื่อสิ้นสุดการรับสมัครในวันที่ 10 พ.ค. 2560 คาดว่าจะมีบริษัทกลุ่มฟินเทคสตาร์ทอัพทั่วโลกสมัครเข้าร่วมโครงการ 150-300 บริษัท โดยจะคัดเลือกเหลือหัวกะทิ 8 บริษัท เข้าร่วมโครงการฝึกอบรม 12 สัปดาห์ จากนั้นในเดือน ก.ย. 2560 จะเป็นวัน Demo Day เปิดเวทีให้สตาร์ทอัพทั้ง 8 บริษัท นำเสนอแผนธุรกิจต่อกลุ่มนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ รวมทั้งธนาคารกรุงเทพและบัวหลวงเวนเจอร์สด้วย หากบริษัทใดน่าสนใจก็จะมีความร่วมมือ 2 ทาง คือ ธนาคารเข้าไปซื้อเทคโนโลยี (เวนเดอร์) และการเข้าร่วมลงทุน (เวนเจอร์แคปปิตอล)







