
ปรับแผนฟื้นคลองจั่น ดึงเจ้าหนี้แก้ปัญหาแทนรัฐ
จากนี้ต้องจับตาว่าคณะกรรมการบริหารแผนฟื้นฟูฯ และคณะกรรมการเจ้าหนี้ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจะสามารถหาทางออกตามแผนใหม่ได้สำเร็จเพียงไร
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
เวลาผ่านมา 1 ปีเศษแล้ว หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2559 แผนฟื้นฟูฯ ยังไม่มีความคืบหน้า โดยก่อนหน้านี้คณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูฯ มีแนวคิดที่จะให้รัฐจัดหาแหล่งเงิน 1 หมื่นล้านบาท ผ่านธนาคารของรัฐอย่างธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือธนาคารกรุงไทย เพื่อปล่อยกู้ และนำเงินกู้ดังกล่าวไปปล่อยกู้ต่อให้สหกรณ์สมาชิกเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้เดิมที่ดอกเบี้ยสูง
แต่แนวทางดังกล่าวมีการเจรจายืดเยื้อมานาน จนคณะอนุกรรมการพิจารณาจัดหาแหล่งเงินในการสนับสนุนการฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์เครดิต ยูเนี่ยนคลองจั่น ที่มี อำนวย ปะติเส เป็นประธาน ต้องปรับแผนใหม่ จากเดิมที่จะให้รัฐเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา ก็จะให้เจ้าหนี้ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นมาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาแทน
อำนวย กล่าวว่า ได้มีการหารือกับ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง และ พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะกรรมการเจ้าหนี้ เพื่อหาข้อสรุปเรื่องฟื้นฟูกิจการ โดยการปรับแผนให้เจ้าหนี้เป็นผู้นำในการแก้ปัญหา เพราะเห็นร่วมกันว่าจะให้รัฐมาเป็นผู้รับภาระในการชำระหนี้ไม่ได้
อำนวย ระบุว่า การแก้ปัญหาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้า เพราะเป็นการทำแบบผิดหลักการ โดยการสั่งให้รัฐเข้ามาเป็นตัวหลักในการแก้ปัญหานั้นถือว่าผิดวิธี ขณะที่การดึงเจ้าหนี้เข้ามาเป็นตัวหลักในการแก้ปัญหาเป็นทางออกที่ดีกว่า
“จากการประชุมคณะกรรมการเจ้าหนี้ก็เห็นพ้องกับแนวทางนี้ว่า เจ้าหนี้ควรแสดงจุดยืนในการแก้ปัญหาก่อน หากเราแต่งตัวสวยแล้วก็จะมีคนสนใจเอง เพราะฉะนั้นตอนนี้เรื่องแหล่งเงินว่าจะเอามาจากไหนยังไม่ต้องพูดถึง” อำนวย กล่าว
นอกจากการคำนึงถึงหลักการที่รัฐเข้ามารับภาระไม่ได้แล้ว การแก้ปัญหาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ยังต้องคำนึงถึงการรักษาวินัยการคลังด้วย โดยเฉพาะการดึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐหรือธนาคารรัฐไปทำเรื่องที่นอกหลักการถือว่าเป็นความเสี่ยง เพราะจะไปเหมือนกรณีที่รัฐบาลให้ธนาคารรัฐไปช่วยทำโครงการรับจำนำข้าวจนถูกต่อต้านจากผู้ฝากเงินได้
ทั้งนี้ หากคณะกรรมการเจ้าหนี้สามารถจัดการเรื่องการบริหารเงินให้มีความชัดเจนได้ เชื่อว่าจะทำให้มีแหล่งเงินจากธนาคารรัฐ ธนาคารพาณิชย์ และกองทุนต่างๆ ที่อาจจะต้องการเข้ามาใส่เงินเพื่อแก้ปัญหานี้ และหากคณะกรรมการเจ้าหนี้สามารถหาข้อสรุป เชื่อว่ายอดหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในเดือน มิ.ย. อีก 650 ล้านบาท ก็จะสามารถหาข้อสรุปได้เช่นกัน
จากนี้ไปคงต้องจับตาว่าคณะกรรมการบริหารแผนฟื้นฟูฯ และคณะกรรมการเจ้าหนี้ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจะสามารถหาทางออกตามแผนใหม่ได้สำเร็จมากน้อยเพียงไร เนื่องจากก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่าจะให้สหกรณ์เจ้าหนี้ 72 แห่ง กู้เงินจากธนาคารรัฐและนำเงินกู้ที่ได้ไปปล่อยกู้ให้กับสมาชิกสหกรณ์อื่น เมื่อมีผลประโยชน์ส่วนต่างดอกเบี้ยก็ให้นำมาเข้าบัญชีรวมเพื่อรักษาเสถียรภาพของสหกรณ์ ซึ่งแทบไม่แตกต่างจากแนวทางเดิมที่สหกรณ์คลองจั่นไปกู้เงินจากธนาคารรัฐเอง
แต่หากสหกรณ์เจ้าหนี้สามารถจัดทำแผนการเงินที่มีความเป็นไปได้ และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ เดือน พ.ค.นี้ ก็จะได้เห็นการเสนอแผนใหม่ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา







