
สภาพคล่องตึงสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้น
แบงก์เตือนสภาพคล่องเริ่มตึงตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 ส่งสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้นน.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า สภาพคล่องในประเทศเริ่มตึงตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัวผลักดันต้นทุนการเงินในประเทศให้ขยับขึ้น จากการที่รัฐบาลเริ่มกระบวนการกู้เงินเพื่อจัดทำงบกลางปี ตราสารหนี้ภาคเอกชนครบกำหนด และเมื่อเริ่มไตรมาส 3 รัฐบาลจะออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลอีกด้านภาคธนาคาร เริ่มเห็นธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กเผชิญสภาพคล่องตึงตัว ทำให้เริ่มเห็นการแข่งขันแคมเปญเงินฝากพิเศษเพื่อดึงสภาพคล่องและรองรับการขยายสินเชื่อจากธุรกิจรายใหญ่ที่หันมาใช้สินเชื่อมากขึ้น“ในปี 2559 ธนาคารปล่อยสินเชื่อธุรกิจเติบโตเพียง 0.1% เป็นเพราะลูกค้ารายใหญ่หันไประดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ แต่ในปี 2560 จะกลับข้างกัน โดยลูกค้าธุรกิจจะกลับมาใช้สินเชื่อของธนาคารมากขึ้น เพราะต้นทุนการออกตราสารหนี้แพงขึ้นตามผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้นไปแล้ว ดังนั้นปีนี้สินเชื่อธุรกิจน่าจะกลับมาเติบโตได้ประมาณ 3% ส่วนสินเชื่อรายย่อยเติบโตประมาณ 5.5% ทำให้สินเชื่อรวมปีนี้ขยายตัวเฉลี่ย 4%” น.ส.กาญจนา กล่าวทั้งน
แบงก์เตือนสภาพคล่องเริ่มตึงตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 ส่งสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้น
น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า สภาพคล่องในประเทศเริ่มตึงตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัวผลักดันต้นทุนการเงินในประเทศให้ขยับขึ้น จากการที่รัฐบาลเริ่มกระบวนการกู้เงินเพื่อจัดทำงบกลางปี ตราสารหนี้ภาคเอกชนครบกำหนด และเมื่อเริ่มไตรมาส 3 รัฐบาลจะออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลอีก
ด้านภาคธนาคาร เริ่มเห็นธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กเผชิญสภาพคล่องตึงตัว ทำให้เริ่มเห็นการแข่งขันแคมเปญเงินฝากพิเศษเพื่อดึงสภาพคล่องและรองรับการขยายสินเชื่อจากธุรกิจรายใหญ่ที่หันมาใช้สินเชื่อมากขึ้น
“ในปี 2559 ธนาคารปล่อยสินเชื่อธุรกิจเติบโตเพียง 0.1% เป็นเพราะลูกค้ารายใหญ่หันไประดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ แต่ในปี 2560 จะกลับข้างกัน โดยลูกค้าธุรกิจจะกลับมาใช้สินเชื่อของธนาคารมากขึ้น เพราะต้นทุนการออกตราสารหนี้แพงขึ้นตามผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้นไปแล้ว ดังนั้นปีนี้สินเชื่อธุรกิจน่าจะกลับมาเติบโตได้ประมาณ 3% ส่วนสินเชื่อรายย่อยเติบโตประมาณ 5.5% ทำให้สินเชื่อรวมปีนี้ขยายตัวเฉลี่ย 4%” น.ส.กาญจนา กล่าว
ทั้งนี้ ตลาดเงินในช่วงครึ่งปีหลังมีความท้าทายอย่างมาก หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยครบ 3 ครั้งตามที่ส่งสัญญาณไว้ โดยประเมินว่าเฟดจะปรับขึ้นในรอบการประชุมเดือน มี.ค., มิ.ย.และ ก.ย. ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐปรับขึ้นมาเท่ากับดอกเบี้ยนโยบายของไทย 1.5% ซึ่งเห็นไม่บ่อยนักที่ดอกเบี้ยของสหรัฐจะเท่ากับประเทศที่มีความเสี่ยงมากกว่า อีกทั้งต้องติดตามว่าเฟดจะส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 4 ปีนี้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจไม่จำเป็นต้องขยับดอกเบี้ยตามทันทีเพื่อรักษาช่องว่าง โดย ธปท.ยังมีความสามารถดูแลสถานการณ์ดังกล่าวได้ในระยะหนึ่ง เพื่อให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แต่ ธปท.จะรอได้ไม่นาน เพราะเงินทุนไหลออก และค่าเงินบาทอ่อนค่าจะเข้ามากดดัน







