
อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ โอกาสและความท้าทาย
โดย...ปิยนุช ผิวเหลืองตั้งแต่ปี 2559 ประเทศไทยตื่นตัวเรื่อง อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรือไอโอที มากขึ้น จากการให้ความรู้ของภาครัฐ ปูรากฐานเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอโอที และจากสถานการณ์โลกที่ไอโอที เข้ามามีบทบาททั้งการพัฒนาประเทศและภาคธุรกิจอย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้ โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2563 ทั่วโลกจะมีอุปกรณ์เชื่อมต่อกันถึง 2 หมื่นล้านชิ้นพ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กล่าวในงานสัมมนา เรื่อง อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ โอกาส ความท้าทาย ความพร้อม และการกำกับดูแลของประเทศไทย ว่า เทคโนโลยีไอโอทีเข้ามามีบทบาทในแวดวงอุตสาหกรรมหลายประเทศ ทั้งการติดตามทรัพย์สิน การติดตามสินค้า ธุรกิจขนส่ง และธุรกิจสุขภาพ โดยในอนาคตจะเห็นรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปชัดเจน เช่น กิจการโทรคมนาคม พบว่าการบริการของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Operator) ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี การเข้ามาแทนที่ของ ยูทูบ ไลน์ และช่องทางออนไลน์อื่นๆ ดังนั้นไทยต้องศึกษาการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่ง
โดย...ปิยนุช ผิวเหลือง
ตั้งแต่ปี 2559 ประเทศไทยตื่นตัวเรื่อง อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรือไอโอที มากขึ้น จากการให้ความรู้ของภาครัฐ ปูรากฐานเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอโอที และจากสถานการณ์โลกที่ไอโอที เข้ามามีบทบาททั้งการพัฒนาประเทศและภาคธุรกิจอย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้ โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2563 ทั่วโลกจะมีอุปกรณ์เชื่อมต่อกันถึง 2 หมื่นล้านชิ้น
พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กล่าวในงานสัมมนา เรื่อง อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ โอกาส ความท้าทาย ความพร้อม และการกำกับดูแลของประเทศไทย ว่า เทคโนโลยีไอโอทีเข้ามามีบทบาทในแวดวงอุตสาหกรรมหลายประเทศ ทั้งการติดตามทรัพย์สิน การติดตามสินค้า ธุรกิจขนส่ง และธุรกิจสุขภาพ โดยในอนาคตจะเห็นรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปชัดเจน เช่น กิจการโทรคมนาคม พบว่าการบริการของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Operator) ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี การเข้ามาแทนที่ของ ยูทูบ ไลน์ และช่องทางออนไลน์อื่นๆ ดังนั้นไทยต้องศึกษาการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งจะเกิดเหตุการณ์รูปแบบเดียวกันในอนาคต ทั้งนี้ กสทช.มีบทบาทหน้าที่สร้างบรรยากาศในการลงทุนด้านดิจิทัล และไอโอทีในประเทศ
ทรงพล องค์วัฒนกุล อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การประยุกต์ใช้ไอโอทีในงานการบริการทางด้านการแพทย์ และเทคโนโลยีสุขภาพ สิ่งสำคัญที่ตามมาของการสร้างแพลตฟอร์มไอโอที คือ ข้อมูลซึ่งมีประโยชน์มากกว่าการใช้เป็นหลักฐาน แต่เป็นข้อมูลที่แฝงด้วยความรู้ สามารถนำไปพัฒนาด้านบริการสาธารณะ และด้านธุรกิจที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตของคนในสังคมดีขึ้น
ทั้งนี้ ทางด้านเทคโนโลยีการแพทย์ได้นำไอโอทีมาประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาล เช่น แอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ ช่วยในด้านบริการสุขภาพ การติดตามผลการใช้ยาของคนไข้ (ADR) การเก็บบันทึกทางการแพทย์และการเชื่อมโยงข้อมูล อีกทั้งแอพพลิเคชั่นบังคับหุ่นยนต์ช่วยในการบริการทางการแพทย์ ได้แก่ การวัดกลูโคสด้วยอุปกรณ์ลดการติดเชื้อในแผล หุ่นยนต์ทดสอบโรคเบาหวาน และหุ่นยนต์ขนส่งยา ซึ่งได้เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น โดยการพัฒนาด้านไอโอทีทางการแพทย์ต่อเนื่อง จะสอดคล้องกับเป้าหมาย การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ในภูมิภาค ตามเป้าหมายของรัฐบาล
พนิตา พงษ์ไพบูลย์ หัวหน้าทีมพัฒนา เน็ตพาย (Netpie) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า การพัฒนาด้านไอโอทีจะช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการ ลดแรงงานคน และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เช่น การเกษตร นำไปสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การพัฒนาด้านไอโอทีประสบความสำเร็จได้ คือ 1.บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ต้องครอบคลุมทุกพื้นที่ 2.โครงสร้างพื้นฐานของระบบไอโอที และ 3.บุคลากรด้านดิจิทัลต้องมีมากเพียงพอ ทั้งนี้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค ได้จัดตั้งเน็ตพายในปี 2558 ซึ่งเปิดให้บริการดูแลระบบหลังบ้านแก่ผู้ประกอบการและผู้ที่ต้องการพัฒนานวัตกรรมไอโอที ซึ่งช่วยจัดการเซิร์ฟเวอร์ เก็บข้อมูล และสื่อสารระหว่างเครือข่าย ในปัจจุบันมีอุปกรณ์ในแพลตฟอร์มของเน็ตพายกว่า 1 หมื่นชิ้น ในหลากหลายธุรกิจ ขณะที่การพัฒนาด้านไอโอทีในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาในโรงงาน เพื่อใช้สื่อสารระหว่างเครื่องจักร เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีแผน 5 ปี (2560-2564) ในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 พัฒนาในกรอบด้านความมั่นคงของชาติและงานบริการเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และระยะที่ 2 พัฒนาในกรอบงานบริการเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ต่อ) และประสิทธิภาพของภาครัฐ โดยตัวอย่างโครงการที่ได้ดำเนินการ เช่น โครงการกัฟเวอร์เมนต์ ไอโอที เน็ตเวิร์ก โดยการจัดสรรคลื่นความถี่ให้แก่หน่วยงานผู้ให้บริการของภาครัฐ ซึ่งจะจัดสรรคลื่นความถี่ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลดต้นทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะพัฒนาให้แล้วเสร็จในปี 2564
นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาระบบ Analytics บนแพลตฟอร์มกลางของภาครัฐ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐในการจัดเก็บข้อมูล หรือใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานกลางของภาครัฐ ทำให้ดำเนินงานได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะดำเนินการในช่วงปี 2561-2564
“จากการวางโครงการภาครัฐและการพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง หากประสบความสำเร็จจริง 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงสู่แพลตฟอร์มไอโอทีเต็มรูปแบบ พัฒนาเทคโนโลยีที่ดีกว่าเดิม สร้างความแม่นยำและทันสมัยมากขึ้น” ศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย







