
หุ้นไทยขึ้นแรงสุดในภูมิภาค
สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุนเผยดัชนีหุ้นไทยเดือนส.ค.ขึ้นแรง 25% เมื่อเทียบกับดัชนีสิ้นปี2552 นับเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นสูงสุดในภูมิภาค
สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุนเผยดัชนีหุ้นไทยเดือนส.ค.ขึ้นแรง 25% เมื่อเทียบกับดัชนีสิ้นปี2552 นับเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นสูงสุดในภูมิภาค
นายยรรยง ไทยเจริญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงข้อมูลการซื้อขายตลาดหุ้นประจำเดือนส.ค. ดัชนี ณ สิ้นเดือนส.ค. ปิดที่ 913.19 จุด เพิ่มขึ้น 6.70% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 24.32% เมื่อเทียบกับดัชนี ณ สิ้นปี 2552 ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์สูงที่สุดในภูมิภาค เนื่องจากสภาพคล่องในตลาดการเงินโลกอยู่ในระดับสูง
ประกอบกับเครื่องชี้เศรษฐกิจล่าสุดที่สะท้อนการฟื้นตัวอย่างชัดเจนของเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้มีเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่อง
ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นตลาดเดียวในภูมิภาคที่มีมูลค่าซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ณ สิ้นเดือนส.ค. 2553 ถือว่าอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี 8 เดือนนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2539 ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (Market Capitalization) ของ SET และ mai อยู่ที่ 7,429,637 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.70% จากเดือนก่อน และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์
มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันในเดือนส.ค. 2553 อยู่ที่ 36,747.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.84% จากเดือนก่อน โดยเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2547 นักลงทุนต่างประเทศเป็นผู้ซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ตั้งแต่มิ.ย. – ส.ค. ส่งผลให้มูลค่าซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศในช่วง 8 เดือนแรกรวม 5,375.45 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาสัดส่วนของมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศกลับมีบทบาทน้อยลงในตลาดหลักทรัพย์ไทยจากสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศที่ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนบุคคลทั่วไปกลับมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 68.19% ของมูลค่าการซื้อขายรวม
นอกจากนี้ ช่องทางการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมมากขึ้นทั้งจำนวนบัญชีที่ซื้อขาย และมูลค่าการซื้อขายจนทำให้สัดส่วนมูลค่าซื้อขายทางอินเทอร์เน็ตต่อมูลค่าซื้อขายรวมเพิ่มมาอยู่ที่ 26.4 % ในเดือนก.ค. 2553 สูงที่สุดนับตั้งแต่เปิดการซื้อขายทางอินเทอร์เน็ตในปี 2543
นักลงทุนยังคงให้ความสนใจในหลักทรัพย์กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างต่อเนื่องโดยมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน ส่วนกลุ่มธนาคารมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ลดลงจากเดือนก่อนอย่างมาก
นอกจากนี้ นักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนบุคคลทั่วไปยังคงสนใจลงทุนในหลักทรัพย์ขนาดเล็ก โดยสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ขนาดเล็กในกลุ่ม Non-SET50 ที่ยังคงปรับตัวขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับเดือนก่อน จาก 35.69% เป็น 43.73% ในเดือนนี้







