
DFTZ มาเลเซีย ยึด‘ฮับ’ค้าดิจิทัลอาเซียน
เป็นกระแสร้อนแรงระดับโลกในสัปดาห์ก่อน หลังจากรัฐบาลมาเลเซียประกาศนโยบายเขตการค้าเสรีดิจิทัล (ดิจิทัลฟรีเทรดโซน) หรือดีเอฟทีซี ไปเมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา โดย ราจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เปิดตัวนโยบายดังกล่าวในงานดิจิทัลฟรีเทรดโซน พร้อมจัดตั้งอี-ฮับ (e-Hub) แห่งแรกของโลกร่วมกับอาลีบาบา และมาเลเซียดิจิทัลเอนเตอร์ไพรส์คอร์ปอเรชั่น (เอ็มดีอีซี) เพื่อช่วยพัฒนาอนาคตเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตของประเทศ พร้อมวางเป้าหมายเป็นผู้นำนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตขณะที่สื่อออนไลน์ท้องถิ่นวัลแคนโพสต์ (vulcanpost.com) ระบุถึงแผนนโยบายดังกล่าวว่า รัฐบาลมาเลเซียได้จัดสรรงบประมาณในปีนี้กว่า 162 ล้านริงกิต มีเป้าหมายสร้างเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตของมาเลเซีย เช่น โปรแกรม ดิจิทัล เมกเกอร์ มูฟเมนต์ และมาเลเซียดิจิทัล ฮับ พร้อมแต่งตั้ง แจ็ค หม่า ประธานบริหารบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซของจีน และลาซาด้า (Lazada) ร่วมเป็นที่ปรึกษาด้านระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของมาเลเซีย พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างมาเลเซีย และอาลีบาบา ที่ได้ประกาศแผนจัดตั้งศูนย์กลางอี-คอมเมิร์ซขึ้นในมาเลเซีย ด้วยเป็นส่วนหนึ่งในความร่วมม
เป็นกระแสร้อนแรงระดับโลกในสัปดาห์ก่อน หลังจากรัฐบาลมาเลเซียประกาศนโยบายเขตการค้าเสรีดิจิทัล (ดิจิทัลฟรีเทรดโซน) หรือดีเอฟทีซี ไปเมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา โดย ราจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เปิดตัวนโยบายดังกล่าวในงานดิจิทัลฟรีเทรดโซน พร้อมจัดตั้งอี-ฮับ (e-Hub) แห่งแรกของโลกร่วมกับอาลีบาบา และมาเลเซียดิจิทัลเอนเตอร์ไพรส์คอร์ปอเรชั่น (เอ็มดีอีซี) เพื่อช่วยพัฒนาอนาคตเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตของประเทศ พร้อมวางเป้าหมายเป็นผู้นำนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต
ขณะที่สื่อออนไลน์ท้องถิ่นวัลแคนโพสต์ (vulcanpost.com) ระบุถึงแผนนโยบายดังกล่าวว่า รัฐบาลมาเลเซียได้จัดสรรงบประมาณในปีนี้กว่า 162 ล้านริงกิต มีเป้าหมายสร้างเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตของมาเลเซีย เช่น โปรแกรม ดิจิทัล เมกเกอร์ มูฟเมนต์ และมาเลเซียดิจิทัล ฮับ พร้อมแต่งตั้ง แจ็ค หม่า ประธานบริหารบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซของจีน และลาซาด้า (Lazada) ร่วมเป็นที่ปรึกษาด้านระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของมาเลเซีย พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างมาเลเซีย และอาลีบาบา ที่ได้ประกาศแผนจัดตั้งศูนย์กลางอี-คอมเมิร์ซขึ้นในมาเลเซีย ด้วยเป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือระหว่างอาลีบาบา และรัฐบาลมาเลเซีย ในการพัฒนาดีเอฟทีซีในมาเลเซีย
รวมถึงแผนงานด้านอื่นๆ ร่วมกันระหว่างสองชาติ ทั้งโลจิสติกส์ การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านองค์กรระดับประเทศ ทั้งมาเลเซีย แอร์พอร์ต โฮลดิ้ง เบอร์ฮัด (เอ็มเอเอชบี) ที่จะทำงานร่วมกับไช่เหนี่ยว เน็ตเวิร์ก กลุ่มโลจิสติกส์ของอาลีบาบา เมย์แบงก์ และซีไอเอ็มบี เพื่อเปิดใช้อาลีเพย์ โมบาย วอลเล็ต ในมาเลเซีย เพื่อให้ดีเอฟทีซีเป็นเขตการค้าพิเศษแห่งแรกของโลกที่ส่งเสริมการเติบโตอี-คอมเมิร์ซ ที่มีรูปแบบทันสมัย พร้อมลดอุปสรรคทางการค้า โดยมาเลเซีย วางเป้าหมายการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซมาเลเซียจาก 10.8% เพิ่มเป็น 20.8% ภายในปี 2563
ขณะที่การพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับดีเอฟทีซีจะมี 2 ระยะ คือ เฟสแรกพัฒนาศูนย์กลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคใกล้ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์(เคแอลไอเอ) และในเฟสที่ 2 การพัฒนากัวลาลัมเปอร์อินเทอร์เน็ตซิตี้ (เคแอลไอซี)
จากแผนดังกล่าว ยังสอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในอาเซียน ด้วยมาเลเซียเป็นตลาดการค้าดิจิทัลที่มีศักยภาพเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่ลาซาด้าเข้าไปดำเนินการทั้งใน สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยในปี 2559 ลาซาด้ามาเลเซียมีอัตราเติบโตมากกว่า 100% จากปัจจัยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ ระบบการชำระเงินออนไลน์ ฯลฯ ส่งผลให้การช็อปปิ้งออนไลน์สะดวกสบายยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าชาวมาเลเซีย
โดยจะเห็นได้ว่าความพร้อมในตลาดอี-คอมเมิร์ซมาเลเซียที่ แจ็ค หม่า ตัดสินใจเข้าร่วมลงทุนในครั้งนี้ ล้วนมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เข้ามาร่วมสนับสนุนสภาพแวดล้อมที่อำนวยต่อธุรกิจ (อีโคซิสเต็ม) รวมถึงกำลังซื้อดิจิทัลชาวมาเลเซียเองด้วย ที่จะเป็นฐานตลาดสำคัญของสินค้าจีนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในอนาคต







