
กองทุนรวมในเอเชียโตมากที่สุดในโลก
สัปดาห์ที่แล้วมอร์นิ่งสตาร์มีการจัดงานมอบรางวัลให้กับกองทุนยอดเยี่ยมประจำปี
โดย...กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ
สัปดาห์ที่แล้วมอร์นิ่งสตาร์มีการจัดงานมอบรางวัลให้กับกองทุนยอดเยี่ยมประจำปี ซึ่งนักลงทุนหลายท่านก็คงทราบข่าวกันไปแล้ว แต่อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานก็คือ การบรรยายเรื่อง “เงินลงทุนของทั้งโลกผ่านกองทุนรวมประจำปี 2016 (2016 Global Asset Flows Report)” ที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้ผมจะมาเล่าให้ท่านฟังกันอีกครั้งสำหรับท่านที่พลาดโอกาสฟังกันในงานไป
ผลงานวิจัยฉบับดังกล่าวนี้ ทาง บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ จะทำออกมาเป็นประจำในทุกๆ ปี โดยมีจุดประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลเม็ดเงินลงทุนในกองทุนรวมทั่วโลก รวมไปถึงวิเคาระห์ถึงเทรนด์ในการลงทุนที่เกิดขึ้นทั่วโลกอีกด้วย และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมขอเริ่มกันที่ภาพรวมของเม็ดเงินลงทุนในกองทุนรวมทั่วโลกกันก่อน โดยที่ในปี 2016 ที่ผ่านมานี้ มีเงินไหลเข้ากองทุนรวมทั่วโลกสุทธิทั้งหมด 728,000 ล้านเหรียญ ซึ่งลดลงจากเมื่อปี 2015 ที่มีเงินไหลเข้าทั้งหมด 1 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อตลาดลดลงในช่วงปีที่ผ่านมานี้ แต่ทั้งนี้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยรวมนั้นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 30.65 ล้านล้านเหรียญ เนื่องมาจากผลตอบแทนที่ดีในหลายสินทรัพย์ทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่โดยรวมเป็นบวกเกือบทั่วโลกในปี 2016 ที่ผ่านมา
และกองทุนรวมในทวีปเอเชียมีอัตราการเติบโต (Organic growth, เม็ดเงินลงทุนใหม่ต่อมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเมื่อปีก่อน) สูงสุดของโลกที่ 11.4% ขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป มีอัตราการโตอยู่ที่ 1.8% และ 2.9% ตามลำดับ
สำหรับกลุ่มสินทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกนิยมลงทุนมากที่สุดในปี 2016 ก็คือ กองทุนตราสารหนี้ (Fixed Income) และกองทุนตลาดเงิน (Money Market) โดยทั้งสองประเภทมีเงินไหลเข้าสุทธิอยู่ที่ 412,000 ล้านเหรียญ และ 196,000 ล้านเหรียญ ขณะที่กองทุนหุ้นมีเงินไหลออกสุทธิอยู่ที่ ลบ 33,000 ล้านเหรียญ ซึ่งตรงนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่นักลงทุนมีต่อตลาดหุ้น รวมทั้งข่าวเรื่องของ Brexit และการเลือกตั้งในสหรัฐ เป็นผลให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า รวมทั้งขายกองทุนหุ้นเพื่อทำกำไรหลังจากที่ตลาดหุ้นทั่วโลกดีดตัวสูงขึ้นติดต่อกันมาหลายปี
แต่อย่างไร ก็ตาม เรายังเห็นเม็ดเงินไหลเข้าในกองทุนหุ้นจากนักลงทุนในเอเชียกว่า 47,800 ล้านเหรียญ ในปี 2016 ที่ผ่านมา
และอีกหนึ่งเทรนด์การลงทุนที่สำคัญของโลกในปี 2016 ที่ผ่านมานี้ คงหนีไม่พ้นการเติบโตและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องของกองทุน Passive Fund โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกองทุนหุ้นซึ่งจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา โดยนักลงทุนทั้งในอเมริกาและยุโรปต่างขายเงินลงทุนออกในกองทุน Active Fund และนำเงินไปลงทุนในกองทุน Passive Fund แทน เหลือเพียงแต่นักลงทุนในเอเชียเท่านั้นที่ยังลงทุนในกองทุนหุ้นแบบ Active Fund ทั้งนี้เป็นเพราะความกังวลในเรื่องของค่าใช้จ่ายกองทุน (Total Expense Ratio : TER) ที่สูงของกองทุน Active Fund เมื่อเปรียบเทียบกับ Passive Fund บวกกับความผิดหวังในผลการดำเนินงานที่มีต่อกองทุน Active Fund ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา และซึ่งตรงจุดนี้เชื่อว่าไม่นานเทรนด์ดังกล่าวนี้ก็คงจะเข้ามาสู่นักลงทุนเอเชียเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เทรนด์ในเรื่องของค่าใช้จ่ายกองทุนนั้น ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมานี้ถือว่าเป็นเทรนด์ที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยค่าใช้จ่ายกองทุนดังกล่าวนี้มีแนวโน้มที่จะลดลงไป อีกทั้งในส่วนของกองทุนหุ้นและกองทุนตราสารหนี้ เพราะนักลงทุนเริ่มเห็นถึงผลกระทบที่ค่าใช้จ่ายกองทุนมีต่อผลตอบแทนที่จะได้รับในระยะยาว โดยปัจจุบันนี้ค่าเฉลี่ยของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนรวมหุ้นแบบ Active Fund ในอเมริกานั้นอยู่ที่ไม่ถึง 0.8% ขณะที่กองทุนตราสารหนี้แบบ Active Fund อยู่ที่ประมาณ 0.55% และในขณะที่กองทุนหุ้นและตราสารหนี้แบบ Passive Fund นั้นมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 0.15% เท่านั้น
ท้ายนี้ถ้าจะให้ผมสรุปแบบสั้นๆ ถึงเทรนด์ในการลงทุนที่เรามองว่ากำลังจะเกิดขึ้นทั่วโลกนั้นคงหนีไม่พ้นการเติบโตของกองทุนในเอเชีย ซึ่งน่าจะยังคงโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต และอีกหนึ่งเทรนด์ที่สำคัญคงหนีไม่พ้นเรื่องที่นักลงทุนทั่วโลกหันมาสนใจในเรื่องของค่าใช้จ่ายกองทุนกันมากขึ้น โดยให้ความสำคัญต่อเรื่องดังกล่าวเมื่อตัดสินใจลงทุนในกองทุนรวม แล้วนักลงทุนไทยอย่างเราเคยดูกันบ้างหรือยัง?







