posttoday
FED ขึ้นดอกเบี้ย... what’s next?

FED ขึ้นดอกเบี้ย... what’s next?

28 มีนาคม 2560

โดย...วิทัย รัตนากร รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เราคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งในปีนี้ โดยคาดว่าจะขึ้นในเดือน มิ.ย.และไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 แต่หลังจากนั้นเพียงเดือนกว่าๆ การคาดการณ์นี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป และสุดท้ายในวันที่ 15 มี.ค. 2560 FED ก็ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 0.75-1.00% ต่อปี ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เพิ่งปรับขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่สิ่งที่จะวิเคราะห์ต่อไปคือ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อในอนาคตหลังจากการปรับอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ และจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินอย่างไรประการแรกที่มีความชัดเจนมาก คือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED ในครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย และการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่ง FED น่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก 2 ครั้ง เป็น 1.5% ในปี 2560 อีก 3 ครั้ง เป็น 2.25% ในปี 2561 และในที่สุดจะปรับอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่อัตราดอกเบี้ยค่ากลางในระยะยาวที่ 3.0% ในปี 2562 มาถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและจะเสี่ยงให้เกิด

โดย...วิทัย รัตนากร รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เราคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งในปีนี้ โดยคาดว่าจะขึ้นในเดือน มิ.ย.และไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 แต่หลังจากนั้นเพียงเดือนกว่าๆ การคาดการณ์นี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป และสุดท้ายในวันที่ 15 มี.ค. 2560 FED ก็ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 0.75-1.00% ต่อปี ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เพิ่งปรับขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่สิ่งที่จะวิเคราะห์ต่อไปคือ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อในอนาคตหลังจากการปรับอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ และจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินอย่างไร

ประการแรกที่มีความชัดเจนมาก คือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED ในครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย และการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่ง FED น่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก 2 ครั้ง เป็น 1.5% ในปี 2560 อีก 3 ครั้ง เป็น 2.25% ในปี 2561 และในที่สุดจะปรับอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่อัตราดอกเบี้ยค่ากลางในระยะยาวที่ 3.0% ในปี 2562 มาถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและจะเสี่ยงให้เกิดความปั่นป่วนในระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกทำไม แต่จริงๆ แล้วหากพิจารณาจากตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐ จะพบว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก อัตราการว่างงานลดต่ำลงเหลือ 4.7% (ลดจาก 10% ในปี 2552) ซึ่งถือว่าเป็นระดับการจ้างงานเต็มที่ในสหรัฐ (Full Employment) การเติบโตทางเศรษฐกิจเข้าใกล้ระดับ 2% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก และที่สำคัญที่สุดอัตราเงินเฟ้อในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาปรับขึ้นสูงถึง 2.7% ซึ่งมากกว่าเป้าหมายของ FED ที่ 2% เสียอีก ทำให้เริ่มกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการบริหารจัดการของธนาคารกลางทั่วโลก จนทำให้เกิดคำพูดว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED เกิดขึ้นช้าเกินไปที่เรียกว่า “Behind the Curve” นั่นเอง

ประการถัดมา คือ การทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งทันทีที่ FED ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ธนาคารกลางประเทศจีนก็ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน โดยการปรับขึ้นของแต่ละประเทศจะขึ้นกับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปริมาณทุนสำรองที่จะรองรับเงินไหลออกนอกประเทศ รวมถึงปริมาณสภาพคล่องที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารทั่วโลกจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หลีกเลี่ยงได้ยาก เพียงแต่ช้าหรือเร็วแตกต่างกันเท่านั้น ในกรณีของประเทศไทยนั้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐปรับขึ้นเป็น 1.5% ในปลายปีนี้ โดยมีแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นต่อไปการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยไว้เท่ากับ 1.5% เช่นกัน จะถูกกดดันจากการไหลออกของเงินทุนกลับไปยังสหรัฐ เนื่องจากส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ กับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยได้หายไป ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่น่าจะเริ่มดีขึ้นในช่วงปลายปี สภาพคล่องที่เริ่มลดลงจากการกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการลงทุนภาครัฐ รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการนโยบายการเงินอาจต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในต้นปีหน้าหรือเร็วกว่านั้นก็เป็นได้ และเช่นเดียวกับ FED การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยก็น่าจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป และในระยะยาวน่าจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะยาวของสหรัฐที่ 3% นั่นเอง

เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มปรับขึ้น พร้อมๆ กับการทยอยลดลงของสภาพคล่องในประเทศ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ของธนาคารก็จะเริ่มปรับสูงขึ้นตามกัน ในระยะนี้เราจึงเริ่มเห็นการปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อตั้งรับดอกเบี้ยขาขึ้น จากเดิมบริษัทเอกชนจะกู้เงินระยะสั้นและต่ออายุการกู้เงินไปเรื่อยๆ ก็เปลี่ยนเป็นการระดมเงินระยะยาวผ่านตราสารหนี้ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่เพื่อคุมต้นทุนในอนาคต ในขณะที่ธนาคารหลายแห่งก็ได้เริ่มออกหุ้นกู้หรือเงินฝากประจำระยะยาวขึ้น เช่น เงินฝากประจำ 14-22 เดือน ซึ่งแตกต่างจากในปี 2559 ที่เน้นการออกเงินฝากประจำระยะสั้นระหว่าง 4-10 เดือนเท่านั้น ทั้งนี้ ธนาคารออมสินก็เช่นกัน มีการออกจำหน่ายหุ้นกู้ระยะเวลา 5 ปี จำนวน 3.6 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.36% ไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2560 ที่ผ่านมา เพื่อปิดความเสี่ยงในภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น สำหรับประชาชนทั่วไปนั้น เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว การกู้เงินที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ เช่น สินเชื่อบ้านรูปแบบที่คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก จึงมีความน่าสนใจไม่น้อย ในขณะที่การลงทุนผ่านตราสารหนี้ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ เช่น หุ้นกู้ หรือพันธบัตร จึงไม่ควรลงทุนในตราสารระยะยาว เช่น เกิน 3 ปีขึ้นไป เพราะจะเสียโอกาสจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย การลงทุนในหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มที่มีผลกำไรเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจที่ดี เช่น กลุ่มธนาคาร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มพลังงานน่าจะมีแนวโน้มที่ดี เช่นเดียวกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มสดใสจากการปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้น ยกเว้นการลงทุนในทองคำที่อาจต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เริ่มเห็นภาพชัดเจนคือความผันผวนที่มากขึ้นจากแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค การเคลื่อนย้ายเงินทุนจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในสหรัฐ ในขณะที่ยุโรปและญี่ปุ่นยังกดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำต่อไป นโยบายที่ยากจะคาดเดาโดยเฉพาะนโยบายด้านการกีดกันทางการค้าของสหรัฐของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดจนความเสี่ยงด้านการเมืองในยุโรปที่จะมีการเลือกตั้งในหลายประเทศในปีนี้ จะทำให้ในระยะสั้นตลาดเงินและตลาดทุนจะมีความผันผวนมากขึ้นตามการคาดการณ์ในเรื่องดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท