
เกาะเส้นทางขยายธุรกิจ จากบริษัทไทยสู่ระดับโลก
การเริ่มต้นธุรกิจในยุคนี้ถือว่าโชคดีกว่ายุคก่อนมาก ส่วนสำคัญมาจากมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเกิดและโตได้เร็ว
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
การเริ่มต้นธุรกิจในยุคนี้ถือว่าโชคดีกว่ายุคก่อนมาก ส่วนสำคัญมาจากมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเกิดและโตได้เร็ว ต่างจากการบุกเบิกธุรกิจในยุคก่อนๆ ที่กว่าจะทำให้ธุรกิจที่เริ่มจากศูนย์เติบโตมาจนถึง วันนี้ต้องใช้เวลายาวนานมาก
เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา วิทยาลัยแบบสัน สถาบันการศึกษาด้านผู้ประกอบการธุรกิจได้จัดงานประชุมสุดยอดผู้นำทางเศรษฐกิจประจำปีครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่องานแบบสัน คอนเนก เวิลด์ไวด์ ในไทย เพราะมองเห็นถึงความโดดเด่นด้านการเป็นผู้นำธุรกิจในภูมิภาค โดยในงานได้เชิญผู้ประกอบการไทยที่ขยายธุรกิจไปสู่ระดับโลกมาร่วมเสวนาถึงแนวโน้มที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอาเซียนด้วย
วิลเลียม ไฮเนคกี้ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร เครือไมเนอร์ กรุ๊ป ได้เปิดเผยกลยุทธ์ธุรกิจว่า ในช่วง 5 ปี ข้างหน้าการเข้าไปควบรวมกิจการจะเป็นกลยุทธ์หลักที่จะทำให้เครือไมเนอร์ กรุ๊ปเติบโต ตามแผนเดินสู่ทั่วโลก (โกลบอล ฟุตปรินต์) ที่ได้วางไว้ โดยในปีนี้ตั้งเป้าหมายว่า รายได้ของไมเนอร์ กรุ๊ป จะเติบโต 15-20% โดยปัจจุบัน ไมเนอร์ กรุ๊ป มีธุรกิจใน 32 ประเทศ ในการควบรวมคงมองหาในประเทศที่ยัง ไม่ได้เข้าไป เช่น สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น อเมริกาใต้ ซึ่งโรงแรมเป็นธุรกิจหลักในการออกไปขยายตัว
สำหรับความท้าทายของธุรกิจที่ทำอยู่ก็คือการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี เช่น เว็บไซต์ตัวแทนจำหน่ายท่องเที่ยวออนไลน์ (โอทีเอ) ที่เป็นช่องทางจำหน่ายสำคัญของโรงแรม ซึ่งจะเรียกเก็บส่วนต่างค่าตอบแทนได้สูงไปกระทบกับการวางโครงสร้างราคาของโรงแรม แนวทางที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายนี้ได้ก็คือพยายามหาทางสร้างรายได้จากการจองตรงมากขึ้น ส่วนหน่วยงานรัฐเองอาจต้องเป็นอีกแรงที่ออกกฎเกณฑ์ไม่ให้โอทีเอบังคับผู้ประกอบการต้องเสนอราคาต่ำสุดบนโอทีเอเท่านั้น เหมือนที่รัฐบาลฝรั่งเศส และเยอรมนีดำเนินการ
ไฮเนคกี้ กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการที่ต้องการโตเป็นบริษัทระดับโลกต้องรู้คือต้องระวังกับการดำเนินธุรกิจบนวัฒนธรรมที่แตกต่างในแต่ละประเทศ ส่วนสถานการณ์แวดล้อม เช่น การเมือง หรือเหตุไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นไม่ใช่สิ่งที่น่าห่วง เพราะสิ่งเหล่านี้ธุรกิจไปควบคุม ไม่ได้อยู่แล้ว สิ่งที่ควรห่วงคือ สิ่งที่ธุรกิจควรควบคุมได้แต่กลับควบคุมไม่ได้มากกว่า เช่น การควบคุมต้นทุน เป็นต้น
ขณะที่ ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กล่าวว่า ธุรกิจอาหารทะเลที่ต้องการเติบโตเผชิญกับความท้าทายเรื่องการหาบุคลากรที่มีความสามารถ เพราะธุรกิจนี้ไม่อยู่ในกลุ่มแรกๆ ที่คนมีความสามารถอยากไปทำงานด้วย ส่วนเรื่องความยั่งยืนเป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจว่า ธุรกิจจะบริหารจัดการอย่างไรให้แน่ใจว่ายังมีทรัพยากรรองรับความต้องการคนรุ่นต่อไปได้ ขณะที่องค์กรสาธารณประโยชน์ที่ไม่ใช่องค์กรรัฐ (เอ็นจีโอ) มีบทบาทมากขึ้นกับธุรกิจนี้ก็เป็นอีกความท้าทายที่ธุรกิจต้องตั้งรับ
แนวทางที่ธุรกิจต้องทำ คือ ทำให้ธุรกิจยืดหยุ่นขึ้น ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์แวดล้อมได้ตลอดเวลา การที่บริษัทไปซื้อกิจการอาหารทะเลในหลายประเทศก็เป็นวิธีเพิ่มความยืดหยุ่น เช่น กรณีที่ประเทศหนึ่งมีกำแพงภาษีกับอาหารทะเลประเทศหนึ่ง ก็ใช้ฐานโรงงานอีกประเทศในการส่งไปขายได้ นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ก็เป็นอีกแนวทางช่วยให้เติบโตได้ท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมนี้ที่มีส่วนต่างรายได้ต่ำ
อาลก โลเฮีย รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส กล่าวว่า 2 ปีจากนี้บริษัทวางงบลงทุน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3.5 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งจะใช้ซื้อกิจการโรงงานในต่างประเทศ คาดว่าปีนี้จะเข้าซื้อ 2 แห่ง สำหรับกลยุทธ์เติบโตเป็นบริษัทระดับโลกนั้น หากเป็นธุรกิจปิโตรเคมีที่ทำอยู่ก็ต้องให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยและความยั่งยืนเป็นหลัก
ในวันที่โลกไร้พรมแดนการปรับตัวรองรับการแข่งขันในระดับโลกเป็นยุทธศาสตร์ที่ควรที่จะมีไว้ไม่ว่าจะรุกออกไป หรือตั้งรับก็ตาม







