
ความเสี่ยงในยุค DisruptiveTech
ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยี Disruptive กำลังเข้ามาปฏิวัติเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการทำงานของเราในทุกๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็น AI, หุ่นยนต์, อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT), พลังงานทางเลือก, Virtual Reality (VR), Blockchain ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและรุดหน้าอย่างทุกวัน อีกทั้งยังมีอัตราเร่งของการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วยเทคโนโลยี Disruptive ต่างๆ ที่กำลังพัฒนาและเริ่มเข้าสู่ตลาดบ้างแล้วนั้น ล้วนเป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน และโลกเราก็มีเทคโนโลยี Disruptive มากมายที่จะเข้ามาปฏิวัติวิถีชีวิตและการทำงานในอนาคต คำถามที่ตามมาก็คือผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเราในอนาคตนั้นจะเป็นเช่นไร ทุกวันนี้ผู้คนที่เกี่ยวข้องทั้งในภาคเทคโนโลยีเอง นักคิด นักวิจัย องค์กรภาครัฐ และเอกชนต่างพยายามหาคำตอบและหาทางวางกรอบและกติกาที่เหมาะสมให้สังคมได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วนี้ และจำกัดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยี Disruptive มาใช้ประเด็นที่ดิฉันตั้งข้อสังเกตคือ ขณะที่เราเริ่มนำเทคโนโลยี Disruptive เอามาใช้งานเป็นวงกว้างนั้น ช่วงแรกๆเราก็จะพูดถึงข้อดีต่างๆ มากมาย แต่ในทา
ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยี Disruptive กำลังเข้ามาปฏิวัติเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการทำงานของเราในทุกๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็น AI, หุ่นยนต์, อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT), พลังงานทางเลือก, Virtual Reality (VR), Blockchain ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและรุดหน้าอย่างทุกวัน อีกทั้งยังมีอัตราเร่งของการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย
เทคโนโลยี Disruptive ต่างๆ ที่กำลังพัฒนาและเริ่มเข้าสู่ตลาดบ้างแล้วนั้น ล้วนเป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน และโลกเราก็มีเทคโนโลยี Disruptive มากมายที่จะเข้ามาปฏิวัติวิถีชีวิตและการทำงานในอนาคต คำถามที่ตามมาก็คือผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเราในอนาคตนั้นจะเป็นเช่นไร ทุกวันนี้ผู้คนที่เกี่ยวข้องทั้งในภาคเทคโนโลยีเอง นักคิด นักวิจัย องค์กรภาครัฐ และเอกชนต่างพยายามหาคำตอบและหาทางวางกรอบและกติกาที่เหมาะสมให้สังคมได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วนี้ และจำกัดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยี Disruptive มาใช้
ประเด็นที่ดิฉันตั้งข้อสังเกตคือ ขณะที่เราเริ่มนำเทคโนโลยี Disruptive เอามาใช้งานเป็นวงกว้างนั้น ช่วงแรกๆเราก็จะพูดถึงข้อดีต่างๆ มากมาย แต่ในทางปฏิบัตินั้นเราไม่มีทางจะรู้ผลกระทบต่างๆ ที่มันจะส่งผลต่อสังคมเป็นวงกว้าง จนกระทั่งเราจะใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้มาได้สักระยะ ซึ่งสิ่งนี้เราเรียกกันว่า “Unknown Unknowns” นั่นคือภาวะที่เรายังไม่รู้ว่ามีอะไรที่เรายังไม่รู้อีก
คำคำนี้มีที่มาจากการให้นิยามและทัศนะโดย โดนัลด์ รัมส์เฟลด์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ สมัยประธานาธิบดีบุชผู้ลูก ที่บอกว่ามีอยู่ 3 สิ่งที่เราต้องเผชิญในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นแผนธุรกิจหรือนโยบายรัฐ นั่นคือ 1.Know Knowns สิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่าเรารู้ 2.Known Unknowns คือสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่าเราไม่รู้ เช่น ข้อจำกัด หรือตัวแปรต่างๆ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงาน และข้อที่ 3 คือ Unknown Unknowns นั่นคือ การที่เราไม่รู้ว่าเรายังไม่รู้อะไรอีก
ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีอย่าง Social Media หรือแอพ Uber หรือ Grab ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยี Disruptive ตัวแรกๆ ที่เข้ามามีบทบาทกับเรามากขึ้นและเรามีความคุ้นเคยดี เมื่อใช้งานไปสักระยะก็เริ่มเห็นปัญหาและผลกระทบต่อสังคมส่วนรวม เช่น Facebook ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “สังคมก้มหน้า” หรือกรณีของ Uber ที่ส่งผลสะเทือนต่อระบบการขนส่งในเมืองทั่วโลก จนเกิดการกระทบกระทั่งกับแท็กซี่ท้องถิ่น ปัญหาของคนขับที่ไม่ได้มาตรฐานที่หลุดเข้ามาในระบบของ Uber เป็นต้น
ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้เพื่อรับมือโลกที่ Disruptive จะเข้ามามากขึ้นในอนาคตคือ การติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้มีข้อมูลของเทคโนโลยีแต่ละตัวที่จะส่งผลกระทบและช่วยให้เราวางแผนรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้อย่างดีที่สุดตามข้อมูลที่เรามี โดยสรุปก็คือการมีความเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ตอนนี้เท่ากับเราสามารถลด Unknown Unknowns ที่จะเกิดขึ้นให้กลายเป็น Known Knowns หรืออย่างน้อยเป็น Known Unknwons ได้ค่ะ







