
เจน3เอสเอฟ ทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัล
แม้ว่าประเทศไทยจะมีผู้ประกอบการในธุรกิจโรงภาพยนตร์รายใหญ่ในตลาดแค่เพียง 2 ราย
โดย...จะเรียม สำรวจ
แม้ว่าประเทศไทยจะมีผู้ประกอบการในธุรกิจโรงภาพยนตร์รายใหญ่ในตลาดแค่เพียง 2 ราย แต่การแข่งขันก็ไม่ได้น้อยตามจำนวนผู้เล่น เห็นได้จากจำนวนสาขาที่เดินหน้าขยายกันอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อเรียกลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ
ปัจจุบันความต้องการของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวตามให้ทันและเพื่อให้เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างแท้จริง โรงภาพยนตร์ในเครือเอสเอฟจึงได้มอบหมายให้ทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาช่วยในการดำเนินธุรกิจ
สำหรับผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามารับไม้ต่อเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 คือ ภานุวัจน์ทองร่มโพธิ์ บุตรชายของ สุวัฒน์ ทองร่มโพธิ์ หลังจากสะสมประสบการณ์ในการทำงานในตำแหน่งต่างๆ มาเป็นระยะเวลา 7-8 ปี ทำให้ ภานุวัจน์ได้เรียนรู้ความเป็นไปของธุรกิจว่าอะไรควรปรับ อะไรควรเดินหน้าสานต่อ ซึ่งช่วงที่เข้ามาทำงานแรกๆ ภานุวัจน์ยอมรับว่าท้าทายมาก และยิ่งเพิ่มความท้าทายมากขึ้นเมื่อต้องเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินบริษัท เอสเอฟ คอร์ปอเรชั่น เนื่องจากต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่มากขึ้น
ภานุวัจน์ กล่าวว่า พอได้ขึ้นมาเป็นซีอีโอ ทำให้มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น มีทีมงานที่ต้องดูแล ซึ่งต้องปรับตัวมากพอสมควร เนื่องจากต้องสื่อสารกับคนหลากหลายกลุ่มอายุ แต่เนื่องจากทำงานที่นี่มาแล้ว 7-8 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่เคยเกเร มาทำงานตั้งแต่เช้าและกลับทีหลัง เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกน้อง
นอกจากจะมีหน้าที่ดูแลในด้านการเงินของโรงภาพยนตร์ในเครือเอสเอฟแล้ว ภานุวัจน์ยังมีแผนจะปรับปรุงและพัฒนาการบริการโรงภาพยนตร์ในเครือเอสเอฟให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัล ภายหลังจากที่พบว่าผู้บริโภคเสพติดเทคโนโลยีจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
ด้วยเหตุนี้ จึงมีแผนที่จะปรับปรุงการบริการโดยเฉพาะการซื้อบัตรชมภาพยนตร์ ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า โดยในปีนี้ภานุวัจน์จะปรับรูปแบบบริการการซื้อบัตรชมภาพยนตร์ในรูปแบบออนไลน์ใหม่ทั้งหมด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็วในการบริการ
“ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการทรานส์ฟอร์มธุรกิจจากการจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ผ่านบ็อกซ์ออฟฟิศไปสู่การจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ในรูปแบบออนไลน์ เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก คือ ชอบความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ดังนั้นบริษัทจึงอยากอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ เพื่อลดปัญหาการรอซื้อบัตรชมภาพยนตร์จากบ็อกซ์ออฟฟิศที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน” ภานุวัจน์กล่าว
จากแนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าว ส่งผลให้ปี 2560 นี้ บริษัท เอสเอฟ คอร์ปอเรชั่น มีแผนจะใช้งบไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ในการปรับปรุงระบบไอทีหลังบ้านใหม่ทั้งหมด เพื่อให้การบริการในรูปแบบออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่น ซึ่งจะมีการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ทำให้การใช้งบของลูกค้ามีความสะดวกและใช้งานง่ายมากยิ่งขึ้น เบื้องต้นคาดการณ์ว่าโฉมใหม่ของเว็บไซต์โรงภาพยนตร์ในเครือเอสเอฟและแอพพลิเคชั่นจะสามารถเปิดตัวได้อย่างเป็นทางการประมาณเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้
ภานุวัจน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของแอพพลิเคชั่นบริษัทจะมีการพัฒนาเป็นเวอร์ชั่นต่อไป เพื่อให้มีฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้ามาให้บริการลูกค้า ซึ่งเหตุผลที่ทำให้บริษัทต้องปรับปรุงระบบไอที เว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นของโรงภาพยนตร์ในเครือเอสเอฟใหม่ทั้งหมด เพราะปัจจุบันเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นที่เปิดใช้อยู่ในปัจจุบันไม่สามารถใส่โปรโมชั่นต่างๆ เข้าไปในระบบดังกล่าวได้ ทำให้ลูกค้าไม่สามารถเข้ามาร่วมสนุกและนำส่วนลดต่างๆ ที่ได้ไปใช้ในการซื้อบัตรเข้าชมภาพยนตร์ ซื้อเครื่องดื่ม หรือป๊อปคอร์นได้ จึงทำให้บริษัทต้องปรับปรุงระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งขณะนี้ก็ได้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว
นอกจากจะให้ความสำคัญในด้านการปรับระบบไอที เพื่อให้ลูกค้ามีความสะดวกในการซื้อบัตรภาพยนตร์แล้ว บริษัท เอสเอฟ คอร์ปอเรชั่น ยังมีแผนจะเปิดตัวบัตรเอสเอฟ มูฟวี่ การ์ด เพื่อมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าที่ใช้บัตรดังกล่าวในการซื้อบัตรเข้าชมภาพยนตร์ เช่น ส่วนลดในการซื้อป๊อปคอร์นและส่วนลดในการซื้อบัตรชมภาพยนตร์ เป็นต้น
“ความพิเศษของบัตรเอสเอฟ มูฟวี่การ์ด นอกจากจะมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้กับลูกค้าผ่านบัตรดังกล่าวแล้วยังสามารถเก็บข้อมูลของลูกค้าที่ใช้งานผ่านบัตรดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นประเภทภาพยนตร์ที่เลือกดู ช่วงเวลาในการซื้อบัตรชมภาพยนตร์ หรือวันที่เข้ามาชมภาพยนตร์ เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปพัฒนาต่อเป็นกลยุทธ์การทำตลาดที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด” ภานุวัจน์ กล่าว
อีกหนึ่งบริการที่บริษัท เอสเอฟ คอร์ปอเรชั่น จะนำมาให้บริการในปีนี้คือตู้ซื้อบัตรชมภาพยนตร์ออนไลน์ในรูปแบบคีออสก์ หรือเอ็กซ์เพรส ทิกเก็ตเพื่อให้ลูกค้ามีความสะดวกในการในการซื้อบัตรชมภาพยนตร์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองการให้บริการ คาดว่าเร็วๆ นี้น่าจะพร้อมเปิดตัวให้บริการอย่างเป็นทางการ
“ตอนนี้ตัวคีออสก์ยังมีให้บริการไม่กี่สาขา เพราะยังอยู่ระหว่างการทดลองระบบ ซึ่งหลังจากเปิดทดลองก็พบว่าลูกค้าให้การตอบรับเป็นที่น่าพอใจและยังมีอีกหลายอย่างให้ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะการใส่โปรโมชั่นเข้าไปในระบบดังกล่าว ซึ่งตอนนี้ลูกค้ายังไม่สามารถนำโปรโมชั่นที่ได้รับเข้ามาใช้ผ่านช่องทางดังกล่าวได้” ภานุวัจน์กล่าว
ภานุวัจน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป เนื่องจากปัจจุบันคนไทยให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์มากขึ้นโดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดีย จึงทำให้บริษัทต้องปรับตัวตามให้ทัน ซึ่งปัจจุบันบริษัทก็มีสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อสื่อสารกับลูกค้าอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ไลน์หรือทวิตเตอร์
ปัจจุบันโรงภาพยนตร์ในเครือเอสเอฟมีสัดส่วนการขายบัตรชมภาพยนตร์ผ่านช่องทางออนไลน์อยู่ที่ประมาณ 10% ที่เหลืออีก 90% เป็นการขายผ่านบ็อกซ์ออฟฟิศ ซึ่งหลังจากบริษัท เอสเอฟ คอร์ปอเรชั่น ทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลได้สำเร็จ ภานุวัจน์คาดการณ์ว่าสัดส่วนยอดขายที่มาจากออนไลน์และออฟไลน์จะมีสัดส่วนกลับกันอย่างแน่นอน
พร้อมกันนี้ยังได้วางเป้าหมายอีก 3 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าสัดส่วนยอดขายที่มาจากช่องทางออนไลน์ต้องปรับเพิ่มเป็น 90% และที่เหลืออีก 10% เป็นยอดขายมาจากช่องทางบ็อกซ์ออฟฟิศ
ภานุวัจน์ กล่าวปิดท้ายว่า ภาพลักษณ์ของโรงภาพยนตร์ในเครือเอสเอฟต่อไปนับจากนี้ บริษัทต้องการจะเปลี่ยนให้เป็นสตาร์ทอัพ คอมพานี คือมีความคล่องตัวและทันสมัยมากขึ้น ด้วยการปรับไลฟ์สไตล์ในการบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
แม้ว่าบริษัท เอสเอฟ คอร์ปอเรชั่น จะหันมาให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์มากขึ้น แต่ก็ยังคงยืนยันว่าอย่างไรก็จะไม่ทิ้งช่องทางออฟไลน์ เนื่องจากพฤติกรรมของคนไทยยังคงมีความต้องการที่จะพูดคุยและสัมผัสกับสินค้าที่ซื้ออยู่







