
ลดน้ำหนักกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
...เจียรนัย อุตะมะ
แม้คาดกันว่าปี 2553 และ 2554 จะเป็นปีที่ดีสำหรับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจจะได้รับผลกระทบต่อกำไรอย่างจำกัดต่อความกังวลต่างๆ ที่กล่าวมา แต่ราคาหุ้นของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์กลับปรับตัวต่ำกว่าดัชนีหุ้นไทย (SET) ในเดือน ส.ค. หลังจากที่ปรับตัวสูงกว่ามาตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) คาดว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะกลับสู่รูปแบบตามฤดูกาลปกติ ซึ่งหมายถึงการปรับตัวลดลงในไตรมาส 4/2553 และครึ่งแรกของปี 2554 จากการคาดการณ์เกี่ยวกับการชะลอตัวของกำไรเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
บล.แห่งนี้ปรับลดน้ำหนักจาก
“มากกว่าตลาด” เป็น “เท่ากับตลาด” เพื่อรอปัจจัยบวกใหม่ๆ และรอให้ข่าวร้ายเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจบรรเทาลง และเปลี่ยนหุ้นเด่นจากบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) เป็นบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA เนื่องจาก DELTA ได้รับผลกระทบต่ำสุดจากปัญหาการแข็งตัวของค่าเงินบาทบล.เคจีไอ คาดว่าปี 2553 และ 2554 จะเป็นปีทองสำหรับบริษัท เทคโนโลยี แม้ว่าจะมีปัญหาเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ก็คาดว่ากำไรบริษัท เทคโนโลยี ส่วนมากจะทำสถิติใหม่ในปี 2553 และ 2554 ตามการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของความต้องการ และคาดว่าบริษัท เทคโนโลยี จะรายงานกำไรเพิ่มสูงกว่าจุดสูงสุดในรอบก่อนหน้าในปี 2550 หลังจากตกต่ำสุดในไตรมาสแรก ปี 2552 กำไรได้ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 6 ไตรมาสติดต่อกัน แม้ว่าจะมีปัญหาเศรษฐกิจไปเมื่อเร็วๆ นี้ BooktoBill Ratio ยังสูงถึง 1.5 เท่าในเดือน ก.ค. ซึ่งหมายถึงความต้องการยังสูงกว่าการผลิตถึง 50% และตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่สูงกว่า 1 เป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน จากตัวเลขที่ปรับตัวขึ้นนานกว่าคาด คาดว่า BooktoBill Ratio จะปรับตัวลดลงในไตรมาส 4 ปี 2553 จากฐานที่สูงขึ้นและการถดถอยสินค้าคงคลัง
เพื่อสนองตอบความต้องการที่สูงขึ้น กำลังการผลิตใหม่จะเริ่มเดินเครื่องเพื่อการพาณิชย์ในไตรมาส 4/2553 แม้ว่าความต้องการในตลาดโลกจะอยู่ในระดับสูงมาตั้งแต่ครึ่งแรกปี 2552 บริษัท เทคโนโลยี ก็ระมัดระวังเกี่ยวกับการขยายกำลังการผลิต ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น อัตราการใช้กำลังการผลิตในไตรมาส 2/2553 พุ่งเต็มกำลังที่ 95.6% นอกจากนี้ยังคาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะทรงตัวอยู่ที่ระดับสูงต่อไปในไตรมาส 3/2553
บล.เคจีไอ เชื่อว่าการขยายกำลังการผลิตอย่างจำกัดจะลดความเสี่ยงที่การผลิตจะเกินดุล ดังนั้นจึงเห็นว่าตลาดยังค่อนข้างดีอยู่ แม้ว่านักลงทุนบางท่านจะคาดว่าความต้องการจะชะลอตัวในไตรมาส 4/2553 จากการปรับลดยอดสินค้าคงคลัง
ทั้งนี้ คาดว่าผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีของไทยจะได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากบริษัทระมัดระวังเกี่ยวกับการขยายกำลังการผลิต การประชุมกับบริษัท เทคโนโลยีของไทยชี้ให้เห็นถึงแผนการขยายธุรกิจอย่างระมัดระวังในปี 2553 ซึ่งต่ำเพียง 10% ดังนั้นจึงคาดว่ากำไรของบริษัทผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีของไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากความต้องการที่ชะลอตัวในไตรมาส 4/2553
แม้จะคาดว่าความต้องการสินค้าเทคโนโลยีจะชะลอตัวในไตรมาส 4/2553 และพอใจที่ตัวเลข เนื่องจากจะทำให้ความต้องการกลุ่มเทคโนโลยีกลับสู่รูปแบบฤดูกาลตามปกติ ซึ่งหมายถึงการเติบโตอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้นในระยะยาว แนวโน้มกำไรขาขึ้นทุกไตรมาสที่เกิดขึ้น 6 ไตรมาสติดต่อกันไปเมื่อเร็วๆ นี้เป็นเรื่องผิดปกติและไม่ยั่งยืน ดังนั้นจึงเห็นว่าความต้องการจำเป็นต้องชะลอตัวลงในรอบฤดูกาลปกติ จะพบว่ากำไรในครึ่งหลังจะสูงกว่าในครึ่งแรก โดยจะพุ่งสูงสุดในไตรมาส 3 จากฤดูกาลเฉลิมฉลองต่างๆ ดังนั้นจึงคาดว่ากำไรในไตรมาส 4/2553 จะลดลงจากไตรมาส 3 เนื่องจากกลุ่ม จะกลับเข้าสู่แนวโน้มปกติ
ค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นยังเป็นอีกปัจจัยที่กระทบต่อการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ย่อมหมายถึงเม็ดเงินที่ลดลงหลังแลกเป็นเงินบาท อย่างไรก็ดีการศึกษาระบุว่าค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัท เทคโนโลยีมีค่าความสัมพันธ์อย่างไม่มีนัยสำคัญที่ 18.3% เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนยอดซื้อและขายเป็นเงินเหรียญสหรัฐในระดับสูง การศึกษาความเป็นไปได้แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งตัวขึ้น 12.9% กำไรจะได้รับผลกระทบเพียง 2.6%5.2% เนื่องจากปัจจัยดังกล่าว นอกจากนี้บริษัทผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีของไทยส่วนมากก็กำลังเปลี่ยนสถานะจากรับจ้างผลิต (OEM) ไปให้บริการ และมีเทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างอัตรากำไรที่สูงขึ้น เนื่องจากค่าเงินในภูมิภาคแข็งตัวขึ้น เราเห็นว่าผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีของไทยจะไม่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับบริษัทอื่นในภูมิภาค
ดูเหมือนว่าในช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจเปราะบาง ปัจจัยพื้นฐานที่ดีอย่างเดียวอาจไม่พอที่จะกระตุ้นบรรยากาศการลงทุนให้กับกลุ่มเทคโนโลยี ผลประกอบการในอดีตแสดงให้เห็นว่ากลุ่มเทคโนโลยีสามารถปรับตัวได้ดีกว่า SET เป็นเวลาเกือบ 2 ปี อย่างไรก็ดีในเดือน ส.ค. เริ่มปรับตัวต่ำกว่าตลาดจากปัญหาเศรษฐกิจโลกและปัญหาค่าเงินบาท ซึ่งหมายถึงกำไรมีความเสี่ยงทางลง นอกจากนี้ยังพบว่านักลงทุนยังเปลี่ยนการลงทุนจากหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกไปเป็นหุ้นที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจในประเทศ เช่น อสังหาริมทรัพย์ อาหาร และค้าปลีก แม้ว่าการศึกษาจะแสดงถึงความเสี่ยงที่จำกัด คาดว่านักลงทุนยังจำได้ถึงครั้งที่หุ้นร่วงหนักครั้งก่อนหน้าในไตรมาส 4/2551 เมื่อหุ้นเทคโนโลยีปรับตัวลดลง 60% จึงทำให้ลังเลที่จะลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี
บล.เคจีไอ ปรับลดประมาณการกำไรสำหรับหุ้นเทคโนโลยีของเราลง 3.3% ในปี 2553 และ 9.9% ในปี 2554 ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์ได้ปรับลดประมาณการอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับเงินเหรียญสหรัฐจาก 33.25 เป็น 32.1 ในปี 2553 และจาก 33 เป็น 29.7 ในปี 2554 ในขณะที่รายการปรับปรุงตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าบริษัทจะได้รับผลกระทบจากปัญหาการแข็งตัวของค่าเงินบาทเต็มจำนวน เนื่องจากบริษัทไม่ได้ทำสัญญาขายเงินบาทล่วงหน้า







