
เกษียณแล้ว แต่ยัง (ทำงาน) ไหว
ถึงใครๆ จะบอกว่า “วัยเกษียณ” เป็นวัยที่ต้องพักผ่อน หลังจากที่ทำงานมาทั้งชีวิต แต่อยากให้รู้ว่า ถึงจะแก่แต่ก็มีไฟ เพราะยังทำงานไหว แถมยิ่งแก่ยิ่งเก่งอีกต่างหาก เสียอย่างเดียว คือ ทำไมไม่มีใครจ้างต่อจากนี้ไป วัยเกษียณเตรียมเอกสารสมัครงานไว้ให้พร้อม เพราะเชื่อว่าจะมีบริษัทน้อยใหญ่เรียงหน้ามาให้เลือกทำงาน หลังจากรัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมให้มีการจ้างแรงงานผู้สูงอายุ โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ้างผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเข้าทำงานแต่รายจ่ายในการจ้างผู้สูงอายุที่จะได้รับยกเว้นภาษีต้องเป็นรายจ่ายที่เกิดจากการจ้างผู้สูงอายุไม่เกิน 10% ของจำนวนลูกจ้างในบริษัท และจะต้องเป็นค่าจ้างที่ไม่เกินเดือนละ 1.5 หมื่นบาทและที่บอกว่า ต่อไปนี้จะมีบริษัทเรียงหน้ามาให้เลือกทำงาน เพราะตามกฎหมายแล้ว “ใครมาก่อนได้ก่อน”“ในกรณีที่ผู้สูงอายุทํางานในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหลายแห่งในเวลาเดียวกัน ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่รับผู้สูงอายุเข้าทํางานก่อนได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้”ที่สำคัญ คือ กฎหมายฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบ
ถึงใครๆ จะบอกว่า “วัยเกษียณ” เป็นวัยที่ต้องพักผ่อน หลังจากที่ทำงานมาทั้งชีวิต แต่อยากให้รู้ว่า ถึงจะแก่แต่ก็มีไฟ เพราะยังทำงานไหว แถมยิ่งแก่ยิ่งเก่งอีกต่างหาก
เสียอย่างเดียว คือ ทำไมไม่มีใครจ้าง
ต่อจากนี้ไป วัยเกษียณเตรียมเอกสารสมัครงานไว้ให้พร้อม เพราะเชื่อว่าจะมีบริษัทน้อยใหญ่เรียงหน้ามาให้เลือกทำงาน หลังจากรัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมให้มีการจ้างแรงงานผู้สูงอายุ โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ้างผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเข้าทำงาน
แต่รายจ่ายในการจ้างผู้สูงอายุที่จะได้รับยกเว้นภาษีต้องเป็นรายจ่ายที่เกิดจากการจ้างผู้สูงอายุไม่เกิน 10% ของจำนวนลูกจ้างในบริษัท และจะต้องเป็นค่าจ้างที่ไม่เกินเดือนละ 1.5 หมื่นบาท
และที่บอกว่า ต่อไปนี้จะมีบริษัทเรียงหน้ามาให้เลือกทำงาน เพราะตามกฎหมายแล้ว “ใครมาก่อนได้ก่อน”
“ในกรณีที่ผู้สูงอายุทํางานในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหลายแห่งในเวลาเดียวกัน ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่รับผู้สูงอายุเข้าทํางานก่อนได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้”
ที่สำคัญ คือ กฎหมายฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. 2560 และเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค. 2560
ถึงรัฐบาลจะยกเว้นภาษีให้นิติบุคคล หรือบริษัทที่จ้างผู้สูงอายุเข้าทำงาน แต่ผู้สูงอายุก็ยังต้องเสียภาษีเงินได้ในฐาน “ผู้มีเงินได้” ตามปกติ
เพียงแต่ว่า เป็นผู้มีเงินได้ที่มี “อายุไม่ต่ำกว่า 65 ปีบริบูรณ์ในปีภาษี” นั้น จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 1.9 แสนบาทในปีภาษีนั้น ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 257 (พ.ศ. 2549) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ดังต่อไปนี้
“เงินได้ที่ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยและมีอายุไม่ต่ำกว่าหกสิบห้าปีบริบูรณ์ในปีภาษีได้รับเฉพาะส่วนที่ไม่เกินหนึ่งแสนเก้าหมื่นบาทในปีภาษีนั้น ทั้งนี้ สำหรับเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 เป็นต้นไป โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด”
กรณีที่มีเงินได้หลายประเภท สามารถเลือกได้ว่าจะใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินได้ที่ได้รับประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือจะเลือกใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินได้หลายประเภท และแต่ละประเภทจะยกเว้นภาษีเงินได้จำนวนเท่าใดก็ได้ แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 1.9 แสนบาทในปีภาษีนั้น
เพราะคำว่า “เงินได้” ตามความหมายของสรรพากรจะรวมทั้งหมดตั้งแต่...
1.เงิน
2.ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินที่ได้รับจริง
3.ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
4.เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้
5.เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
โดยแบ่งเงินได้พึงประเมินออกเป็น 8 ประเภท ในกรณีที่เป็นค่าจ้างจะอยู่ในประเภทที่ 1 “เงินได้จากการจ้างงาน” แต่ถ้าเป็นรายได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล จะอยู่ในประเภทที่ 4
นอกจากนี้ หลังจากหักลบรายการยกเว้นภาษีและค่าลดหย่อนทั้งหมดแล้ว มีเงินได้พึงประเมินถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีก็ต้องจัดการให้เรียบร้อย
นอกจากนี้ แม้จะได้รับยกเว้นภาษี แต่ในฐานะที่เป็น “ผู้มีเงินได้” ก็ยังต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เช่นเดียวกับผู้มีเงินได้คนอื่นๆ (เพราะไม่ว่าจะอายุเท่าไร เกษียณอายุหรือไม่ก็มีหน้าที่ยื่นแบบฯ เหมือนกันหมด)







