
ทัพลงทุนแบบใหม่ ในยุค New Normal
คําว่า “จัดทัพลงทุน” น่าจะเป็นเหมือนเครื่อง หมายการค้าของ สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย ไปแล้ว เพราะทุกครั้งที่มีคำแนะนำการลงทุนจะอ้างถึงการจัดทัพลงทุนด้วยเสมอในทัพลงทุนของ สมจินต์ จะประกอบไปด้วยกองหน้า กองกลาง และกองหลัง แบบเดียวกับ“ทัพฟุตบอล” ที่จะต้องมี...กองหน้าไว้ทำประตู เปรียบได้กับการลงทุนในหุ้น สำหรับการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว กองกลางที่ทำได้ทั้ง “หนุนหน้าและเสริมหลัง” เหมือนกับการลงทุนในตราสารหนี้ที่จะสร้างกระแสเงิน รักษาอำนาจซื้อในระยะกลางกองหลังไว้ป้องกันประตู ซึ่งเป็นหน้าที่เดียวกับตราสารหนี้ระยะสั้น ที่มีไว้เพื่อคุ้มครองเงินต้น และให้สภาพคล่องแต่ในเวลานี้ที่หลายคนเรียกว่าเป็น “ยุค New Normal” ที่สถานการณ์ต่างๆ ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ “บรรทัดฐานใหม่” ที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ และที่สำคัญอัตราดอกเบี้ยก็ต่ำ (แม้ว่าจะกลับมาอยู่ในทิศทางขาขึ้นแล้วก็ตาม)“ในช่วงหลายปีมานี้มี New Normal ซึ่งมาพร้อมๆ กับนโยบายของธนาคารกลางประเทศใหญ่ๆ ทั่วโลก ที่ต้องการให้เกิดสภาพคล่องและดอกเ
คําว่า “จัดทัพลงทุน” น่าจะเป็นเหมือนเครื่อง หมายการค้าของ สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย ไปแล้ว เพราะทุกครั้งที่มีคำแนะนำการลงทุนจะอ้างถึงการจัดทัพลงทุนด้วยเสมอ
ในทัพลงทุนของ สมจินต์ จะประกอบไปด้วยกองหน้า กองกลาง และกองหลัง แบบเดียวกับ“ทัพฟุตบอล” ที่จะต้องมี...
กองหน้าไว้ทำประตู เปรียบได้กับการลงทุนในหุ้น สำหรับการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
กองกลางที่ทำได้ทั้ง “หนุนหน้าและเสริมหลัง” เหมือนกับการลงทุนในตราสารหนี้ที่จะสร้างกระแสเงิน รักษาอำนาจซื้อในระยะกลาง
กองหลังไว้ป้องกันประตู ซึ่งเป็นหน้าที่เดียวกับตราสารหนี้ระยะสั้น ที่มีไว้เพื่อคุ้มครองเงินต้น และให้สภาพคล่อง
แต่ในเวลานี้ที่หลายคนเรียกว่าเป็น “ยุค New Normal” ที่สถานการณ์ต่างๆ ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ “บรรทัดฐานใหม่” ที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ และที่สำคัญอัตราดอกเบี้ยก็ต่ำ (แม้ว่าจะกลับมาอยู่ในทิศทางขาขึ้นแล้วก็ตาม)
“ในช่วงหลายปีมานี้มี New Normal ซึ่งมาพร้อมๆ กับนโยบายของธนาคารกลางประเทศใหญ่ๆ ทั่วโลก ที่ต้องการให้เกิดสภาพคล่องและดอกเบี้ยต่ำมาก เพราะฉะนั้นเครื่องมือทางการเงินที่เคยเอาชนะเงินเฟ้อก็ใช้ไม่ค่อยได้แล้ว เครื่องมือการเงินแบบเก่าจึงไม่ตอบโจทย์สำหรับการเงินยุคใหม่”
สมจินต์ จึงบอกว่า “ทัพลงทุนแบบเดิม” อาจจะไม่เหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบันอีกแล้ว จึงต้องปรับปรุงทัพลงทุนเสียใหม่ให้เป็น “ทัพลงทุนยุคใหม่” ที่มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แต่ยังคงเป็นทัพลงทุน
ที่มุ่งวัตถุประสงค์เหมือนเดิม
“การจัดทัพลงทุนต้องมุ่งวัตถุประสงค์เท่านั้น เพราะถ้าไม่มุ่งวัตถุประสงค์ก็จะไปผิดทาง” สมจินต์ กล่าว
การลงทุนในหุ้นยังคงเป็น “กองหน้า” ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่งคั่ง โดยเงินที่จะนำมาลงทุนในทัพนี้จะต้องเป็นเงินที่มีระยะเวลาการลงทุน 5-7 ปีขึ้นไป
“แนะนำให้ลงทุนในกองทุน SET50 เพราะจะง่ายที่สุดและรู้จักชื่อหุ้นทุกตัว แต่ถ้ามีการลงทุนหุ้นในประเทศเพียงอย่างเดียวก็อาจจะเป็นการลงทุนยุคเก่าไป เพราะในปัจจุบันเราสามารถลงทุนได้ทั่วโลก รวมทั้งยังลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็กได้อีกด้วย”
สำหรับ “กองกลาง” แทนที่จะเป็นตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว ในทัพลงทุนยุคใหม่เงินส่วนนี้จะเป็นการสร้างรายได้ (Income Provider) เพราะฉะนั้นจึงสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถสร้างรายได้ประจำ ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือตราสารหนี้ โดยขยายกรอบการลงทุนออกไปทั่วโลก และให้ระยะเวลาการลงทุนประมาณ 2-4 ปี
“กองกลาง เดิมเป็นตราสารหนี้ซึ่งให้ดอกเบี้ยอยู่ประมาณ 2% แต่ในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ย อาจจะต้องหันไปลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะถ้าไม่ยอมเสี่ยงมากขึ้นก็จะได้ผลตอบแทนต่ำ แต่ก็ต้องทำความเข้าใจเรื่องความผันผวน การเปลี่ยนแปลงของภาวะตลาดที่จะมีมากขึ้น”
มาถึง “กองหลัง” ในฐานะ Money Manager สมจินต์ แนะนำให้ลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลางและสั้น โดยมีระยะเวลาการลงทุนประมาณ 1-12 เดือน
“หวังใจว่าลูกค้าจะลงทุนได้ชนะ เข้าใจว่าเงินและตัวเองมีวัตถุประสงค์อะไร เครื่องมือทางการเงินมีประโยชน์อย่างไร มีความเสี่ยงอะไร และเลือกหยิบเครื่องมือมาตอบโจทย์ได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสม”
สมจินต์ ยังเล่าอีกว่า เพราะความตั้งใจที่จะทำให้คนไทยประสบความสำเร็จในการลงทุน ดังนั้นตลอด 7 ปีที่ทำงานกับ บลจ.ทหารไทย เขาจึง “พูดแต่เรื่องซ้ำๆ แต่เป็นเรื่องที่สำคัญ”
เพราะนั่นคือหัวใจแห่งความสำเร็จในการลงทุนที่มีอยู่ 3 ข้อ
1.ความรู้ โดยการให้ความรู้กับนักลงทุนว่าทางเลือกในการลงทุนมีอะไรบ้าง โดยในแต่ละทางเลือกมีผลตอบแทนและความเสี่ยงอย่างไร
2.กลยุทธ์การลงทุน โดยการจัดทัพลงทุนแบบมุ่งวัตถุประสงค์
3.วินัยในการลงทุน ที่จะทำให้ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ลงทุนแล้วไม่เลิก
บลจ.ทหารไทย จึงทำสถิติการลงทุนในอดีต (ในช่วงปี 2519-2554) แล้วพบว่าถ้าสุ่มลงทุนแค่ปีใดปีหนึ่งเพียงปีเดียว ถ้าเข้าไปในปีที่ดีที่สุดมีโอกาสจะกำไรได้ถึง 132% ในปีเดียว แต่ถ้าสุ่มเข้าไปในปีที่แย่ ก็มีโอกาสขาดทุนได้มากถึง 52.5%
ถ้าเราเพิ่มระยะเวลาการลงทุนให้นานขึ้นอีกหน่อยเป็น 5 ปี มีโอกาสที่จะกำไร 50.3% ถ้าเป็นการลงทุนในช่วง 5 ปีที่ดี และมีโอกาสขาดทุน 24.9% ถ้าบังเอิญลงทุนในช่วง 5 ปีที่ตลาดหุ้นเป็นขาลง
แต่ก็ยังมีโอกาสขาดทุนอยู่ดี
แต่ถ้ามีเวลาลงทุนนานขึ้นเป็น 20 ปี หรือ 25 ปี จะไม่ขาดทุน แถมยังได้ผลตอบแทนกลับมาอย่างน่าพอใจ เฉลี่ยปีละ 7-11%
สมจินต์ จึงสรุปไว้ว่าการลงทุนจะเสี่ยงน้อยหรือมาก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการลงทุนหุ้น หรือ ตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการลงทุนว่าสั้นหรือยาว
“จริงๆ แล้วการลงทุนในหุ้นไม่ได้เสี่ยงมากไปกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ หรือการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เลย ถ้าหากเป็นการลงทุนระยะยาว” สมจินต์ กล่าว
และเชื่อว่าหลังจากนี้ สมจินต์ ก็จะยัง “พูดแต่เรื่องซ้ำๆ ที่เป็นเรื่องที่สำคัญ” เพื่อให้คนไทยได้มีความมั่งคั่งสมความตั้งใจ







