
‘SAWAD’ ติดปีก สู่สถาบันการเงิน
การเทกโอเวอร์บริษัทเงินทุน (บง.) กรุงเทพธนาทร หรือ บีฟิท ของบริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 (SAWAD) โดยใช้เงินประมาณ 2,000 ล้านบาท
โดย...พูลศรี เจริญ
การเทกโอเวอร์บริษัทเงินทุน (บง.) กรุงเทพธนาทร หรือ บีฟิท ของบริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 (SAWAD) โดยใช้เงินประมาณ 2,000 ล้านบาท รวมที่ใช้ในการทำคำเสนอซื้อหุ้นจากนักลงทุนทั่วไป 1,453.86 ล้านบาท ถือเป็นการติดอาวุธ หรือเพิ่มความได้เปรียบของ SAWAD เมื่อเทียบคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน นอกจากนี้ถือเป็นการเดินทางออกสู่เส้นทางที่ใหญ่กว่าและไกลขึ้น
SAWAD ประกอบธุรกิจปล่อยสินเชื่อโดยใช้ทะเบียนกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ รถบรรทุก รถบัส รถโดยสาร รถใช้งานเพื่อการเกษตร รถแทรกเตอร์ รถไถนาและรถเกี่ยวข้าว เป็นหลักประกัน รวมถึงให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย บ้าน ที่ดิน อาคารชุด สินเชื่อเพื่อแรงงานต่างประเทศ และสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์
“ธิดา แก้วบุตตา” กรรมการ SAWAD กล่าวว่า การควบรวมกิจการกับบีฟิท จะทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เนื่องจากเป็นสถาบันการเงินภายใต้การควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
“เราคาดว่าหลังจากที่ได้ร่วมงาน กับบีฟิท จะทำให้ต้นทุนทางการเงินลดลง เนื่องจากบีฟิทเป็นสถาบันการเงินในความควบคุมของแบงก์ชาติ น่าจะมีเครดิตเรตติ้งที่ดีกว่า SAWAD ซึ่งในระยะกลางถึงระยะยาวจะส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจ น่าจะสามารถกู้เงินได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม”
ธิดา บอกว่า จะต้องปรับโครงสร้างธุรกิจตามแผนจัดตั้งกลุ่มธุรกิจเงินของบริษัท โดยจะโอนธุรกิจบางส่วน ได้แก่ ธุรกิจสินเชื่อแบบมีหลักประกันทุกชนิด การโอนทรัพย์สินและหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดังกล่าว รวมถึงสาขาและบุคลากรที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจ ให้แก่ บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 2014 ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เพื่อเปลี่ยนการประกอบธุรกิจของ SAWAD เป็นโฮลดิ้ง คาดว่าจะดำเนินการภายหลังที่ ธปท.เห็นชอบการจัดตั้งกลุ่มธุรกิจการเงิน และคาดว่าจะดำเนินการได้เสร็จภายในรอบปีบัญชี 2560 ขณะที่การรับซื้อหุ้นบีฟิทจากนักลงทุนทั่วไปมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค.-24 เม.ย.นี้
แผนงานหลังเข้าไปลงทุนในบีฟิทและมีการปรับโครงสร้างธุรกิจภายในกลุ่ม จะทำให้ภาพรวมบริษัทแข็งแกร่งมากขึ้น โดยธุรกิจหลักใน 3-5 ปีข้างหน้า คือ การปล่อยสินเชื่อแบบมีหลักประกัน
ระยะกลางคาดว่าธุรกิจบริหารหนี้ และขยายธุรกิจในต่างประเทศจะเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้ของบริษัท โดยมองหาลู่ทางขยายกิจการไปยังกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ด้วยการซื้อหนี้เสียมาบริหาร ยังคงเป็นธุรกิจที่ให้ความสนใจ
ภาพรวมการดำเนินธุรกิจของบริษัทปีนี้ จะเน้นการพัฒนาคุณภาพของบริการผ่านสาขา พัฒนาสาขาที่มีอยู่ให้บริการลูกค้ามากขึ้น เพื่อเพิ่มการเติบโตในแต่ละสาขา เน้นเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสาขาให้ดูแลลูกค้าได้ใกล้ชิดมากขึ้นและยังเน้นการเพิ่มสาขาให้ครอบคลุมพื้นที่ อีกทั้งการสร้างรายได้จากเครือข่ายที่มีอยู่ โดยเพิ่มบริการระบบบริหารลูกหนี้และหนี้เสียจากสถาบันการเงิน
ด้านผลการดำเนินงานปีนี้ คาดว่าจะเติบโต 20-30% จากปีที่ผ่านมามีรายได้รวม 5,335.35 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนหน้า 41.26% มีกำไรสุทธิ 2,008.69 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนหน้า 50.5% โดยจะเน้นควบคุมความเสี่ยงและควบคุมคุณภาพสินเชื่อ เป้าขยายสาขาจะเพิ่มเป็น 2,400 สาขา จากปัจจุบันมี 2,100 สาขา
เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา SAWAD ออกหุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท สำหรับหุ้นกู้อายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.45% ต่อปี อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี และอายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.4% ต่อปี เพื่อรองรับการขยายธุรกิจและการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ชุดเดิมที่จ่ายดอกเบี้ย 4.5% ต่อปี
บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) คาดว่า SAWAD จะได้รับประโยชน์หลากหลายจากการซื้อบีฟิท โดยผู้บริหาร SAWAD กล่าวกับนักวิเคราะห์ว่า จะช่วยให้การดำเนินธุรกิจในอนาคตแข็งแกร่งขึ้นเนื่องจาก ประการแรก ต้นทุนทางการเงินลดลง โดยบีฟิทสามารถรับฝากเงินจากประชาชน ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า
ประการที่สอง ความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น เนื่องจากบีฟิทอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. ทำให้ง่ายต่อการประสานงานเกี่ยวกับการขยายธุรกิจต่างประเทศ และประการที่สาม ลดข้อกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย โดยเฉพาะควบคุมการคิดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากบีฟิทดำเนิน ธุรกิจภายใต้ พ.ร.บ.เงินทุน ซึ่งมีข้อกำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยเฉพาะของตนเอง







