
HANA พัฒนาดีกว่า SVI
HANA ปรับ Product Mix สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมด้วยฐานกำไรที่ต่ำในปีก่อน (2,054 ล้านบาท ลดลง 10%) และการปรับ Product Mix
โดย...จิตรา อมรธรรม
HANA ปรับ Product Mix สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมด้วยฐานกำไรที่ต่ำในปีก่อน (2,054 ล้านบาท ลดลง 10%) และการปรับ Product Mix ให้สอดคล้องกับภาวะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์โลกที่เปลี่ยนแปลง โดยสัดส่วนสินค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์ได้ทยอยลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2556 ที่มีสัดส่วนราว 33% ของรายได้รวม จนสิ้นปี 2559 เหลือเพียง 13% ของรายได้รวม ในขณะที่บริษัทสามารถเพิ่มสัดส่วนรายได้กลุ่มสินค้าอื่นมาทดแทนได้ โดยกลุ่มสื่อสาร โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน (Smart Phone) เริ่มมีบทบาทมากขึ้นด้วยสัดส่วนรายได้ที่ 39% รองมาคือ Automotive 15% RFID 10% Consumer 9% Industrial 5% และอื่นๆ 9%
หวังกำไรกลับมาโต
FSS คาดว่า รายได้ของ HANA ในปีนี้จะกลับมาเติบโต 12% จากปี 2559 เป็น 650 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้คำสั่งซื้อของ PCBA ในบางกลุ่มสินค้ายังไม่สดใสนัก อาทิ ยาและคอมพิวเตอร์ แต่เชื่อว่าคำสั่งซื้อกลุ่ม IC ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง อย่างเซ็นเซอร์ สำหรับโทรศัพท์มือถือและยานยนต์ รวมถึง Non Standard IC และ RFID Tag จะสามารถชดเชยได้ทั้งหมด ทั้งนี้บริษัทอยู่ระหว่างขยายกำลังการผลิตโรงงานอยุธยา (ผลิต IC) เพิ่มขึ้นราว 20% คาดจะแล้วเสร็จและเริ่มการผลิตได้ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2560 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยหนุนการเติบโตของรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นให้ปรับเพิ่มขึ้นกลับสู่ระดับที่เคยทำได้ราว 14-15% ทั้งนี้เราปรับเพิ่มกำไรปกติปี 2560 ขึ้นราว 10% เป็น 2,463 ล้านบาท (+20% จากปี 2559)
ราคาหุ้น HANA สะท้อนแล้ว
กำไรที่ปรับขึ้นทำให้การเติบโตสูงขึ้น FSS จึง Re-rate PE ขึ้นเป็น 15 เท่า จากเดิม 13 เท่า ให้เท่ากับค่าเฉลี่ยของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และสะท้อนการเติบโตของกำไรที่มากขึ้น ทำให้ราคาพื้นฐานของ HANA ปรับขึ้นเป็น 46 บาท จากเดิม 36 บาท แต่ราคาหุ้นเมื่อวันศุกร์ที่บวกแรงถึง 5% จนเต็มมูลค่าแล้ว จึงแนะนำเพียงถือ
SVI ตั้งเป้ากลับมาโตโดดเด่น
ผู้บริหาร SVI ตั้งเป้ากลับมาเติบโตอย่างโดดเด่นในปีนี้ โดยตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 380-400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 312 ล้านเหรียญสหรัฐในปีก่อน ซึ่งน่าจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นฟื้นตัวกลับสู่ระดับที่เคยทำได้ราว 10-11% การเติบโตจะมาจากทั้งโรงงานในไทยและโรงงานของ Seidel ที่ยุโรป ภายหลังขจัดปัญหาสายการผลิตแล้วเสร็จ และสามารถเคลียร์คำสั่งซื้อเก่าในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งมีอัตรากำไรต่ำได้หมดแล้วในไตรมาส 4 ปี 2559 ทั้งนี้บริษัทได้เน้นไปที่สินค้าใหม่เป็นหลัก ซึ่งได้มีการพัฒนาออกแบบตั้งแต่ปีก่อน และจะสามารถรับรู้รายได้ได้มากขึ้นในปีนี้
นอกจากสินค้าใหม่ในกลุ่มสินค้าเดิมอย่าง Industrial & Power Electronics, Communication & Networking รวมถึงได้ลูกค้าใหม่ในกลุ่ม Medical Product (Hearing Aids) แล้ว บริษัทยังได้คำสั่งซื้อจากสินค้ากลุ่มใหม่อย่าง Clean Energy (Windmill) ซึ่งน่าจะเห็นคำสั่งซื้ออย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2560 เป็นต้นไป รวมถึงการรุกเข้าสู่กลุ่มยานยนต์ ซึ่งอาจจะได้คำสั่งซื้อสำหรับสินค้า Remote Charging System สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) นอกจากนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานใหม่ที่กัมพูชา น่าจะสร้างแล้วเสร็จในเดือน ต.ค.นี้
จากปัญหาสายการผลิตที่หมดไป ได้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของรายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2559 ซึ่งน่าจะทรงตัวได้ต่อเนื่องในไตรมาสแรกปี 2560 จากการฟื้นตัวของโรงงานในไทยเป็นหลัก (สัดส่วน 76% ของรายได้รวม) ส่วนโรงงาน Seidel ที่ยุโรป (สัดส่วน 24% ของรายได้รวม) ยังคงต้องใช้เวลาในการปรับกลยุทธ์และสายการผลิตเพื่อเพิ่มคำสั่งซื้อและลดต้นทุนการผลิตให้ได้
สำหรับปีนี้โรงงานในยุโรปน่าจะยังไม่สดใสนัก ทำให้ SVI ยังคงต้องรับรู้การด้อยค่าความนิยมราว 20 ล้านบาทในปีนี้ และคาดจะกลับมาฟื้นตัวได้ในปี 2561 สำหรับรายได้ในปีนี้เรายังคงประมาณการเดิม คือ 360 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าเป้าของบริษัท และคาดกำไร 912 ล้านบาท เติบโต 48% แต่ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ราคาต่อกำไร (พี/อี) 14 เท่า ใกล้เป้าหมายที่ 16 เท่า (เท่ากับราคาพื้นฐาน 6 บาท) จึงแนะนำเพียงถือ







