posttoday
เมืองไทยลิสซิ่ง เป้าหมายรักษาแชมป์

เมืองไทยลิสซิ่ง เป้าหมายรักษาแชมป์

20 มีนาคม 2560

“ชูชาติ เพ็ชรอำไพ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS) ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์”

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

“ชูชาติ เพ็ชรอำไพ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS) ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” ว่าเป้าหมายในปี 2560 คือ การรักษาอันดับหนึ่งไว้ต่อเนื่องไปอีกในอนาคตในธุรกิจลีสซิ่งจากที่ทำได้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ด้วยพอร์ตลูกหนี้คงเหลือปัจจุบันที่ 2.30 หมื่นล้านบาท จาก 1.3 ล้านสัญญา ขณะที่ ณ ปีนี้ตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ 5 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 50% ยังสูงต่อเนื่องเพราะหากเทียบจากฐานปีที่แล้วที่ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่เติบโตถึง 80% ขณะที่การเติบโตของยอดสินเชื่อลูกหนี้คงเหลือ ณ สิ้นปี 2560 จะอยู่ที่ 3.50 หมื่นล้านบาท และรายได้ตั้งหมายจะเติบโต 50% ด้วยเช่นกัน ทำให้กำไรในปีนี้จะเติบโตสอดคล้องไปกับยอดสินเชื่อใหม่และรายได้ด้วย

แผนในปีนี้จะรักษาระดับหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ไม่ให้เกิน 1.5% ตามกรอบนโยบายที่วางไว้ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่ทำได้ในปี 2559 ที่ผ่านมาถือเป็นระดับเอ็นพีแอลที่ต่ำที่สุดในประเทศเมื่อเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ค่าเฉลี่ยอยู่ 2.5-3% อีกทั้งบริษัทตัดหนี้สูญเฉลี่ยราว 20 ล้านบาท/ปี ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายตัดหนี้สูญถึง 100 ล้านบาท/ปี

ปี 2559 ที่ผ่านมา ยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับลูกค้าของบริษัทเติบโต 80% จากปี 2558 รวมถึงฐานลูกค้าของบริษัทในปีที่ผ่านมายังเติบโตไปในทิศทางเดียว ขณะที่กำไรสุทธิในปี 2559 ที่ทำได้ 1,464.14 ล้านบาท เติบโต 77%

แผนการเติบโตในปีนี้ที่วางไว้จะมาจากแผนการเปิดเพิ่มจำนวนสาขาใหม่จากสิ้นปี 2559 ที่มี 1,664 สาขา โดยในปีนี้จะเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 600 สาขา ส่งผลให้สิ้นปีนี้บริษัทจะมีสาขาเพิ่มเป็น 2,200 สาขา เน้นในพื้นที่หลักภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับภาคใต้ รวมถึงในกรุงเทพฯ ด้วย อีกทั้งการเติบโตจากผลิตภัณฑ์สินเชื่อกลุ่มใหม่ที่เริ่มเปิดตัวในปลายปี 2559 คือ สินเชื่อที่ใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน ซึ่งจะเริ่มเห็นยอดการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นในปีนี้และปีหน้า รวมถึงในปี 2557 ที่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้เริ่มปล่อยสินเชื่อรถยนต์เป็นหลักประกันยังเติบโตได้ดี

ในปีนี้สัดส่วนพอร์ตสินเชื่อกลุ่มรถยนต์จะเพิ่มเป็น 40% จากปีก่อนอยู่ที่ 33.04% สินเชื่อที่ดินเพิ่มเป็นราว 15% จากปีก่อนอยู่ที่ 10.97% จักรยานยนต์ลดลงเหลือ 35% จากปีก่อนอยู่ที่ 44.84% ทั้งนี้แม้สัดส่วนที่ลดลงของพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ในปีนี้ไม่สะท้อนว่าสินเชื่อจักรยานยนต์ไม่ขยายตัวซึ่งยังปีนี้สินเชื่อกลุ่มนี้ยังเติบโตได้ดีต่อเนื่องเพียงแต่เม็ดเงินปล่อยสินเชื่อรถยนต์ต่อคันจะสูงกว่ารถจักรยานยนต์ ส่วนที่เหลือจะเป็นสินเชื่อกลุ่มอื่น ปีนี้จะเน้นการให้บริการที่สร้างความแตกต่างและประทับใจให้ลูกค้า

“นโยบายจะไม่เอาเปรียบลูกค้า ได้แก่ ประการแรก อัตราดอกเบี้ยและค่าบริการที่คิดให้กับลูกค้าถูกที่สุดหรือต่ำกว่า 20% เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยในตลาดลีสซิ่ง ประการที่สอง ค่าใช้จ่ายติดตามหนี้ของบริษัทไม่มี ประการที่สาม ถ้าลูกค้ามีความจำเป็นต้องฝากต่อทะเบียน หรือต่อภาษี บริษัทจะไม่คิดค่าใช้จ่าย และประการที่สี่ จะไม่คิดค่าติดตามหนี้ เพราะจะใช้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อของบริษัทเพื่อป้องกันปัญหาความรุนแรง”

เมืองไทยลิสซิ่ง เป้าหมายรักษาแชมป์

สำหรับส่วนต่างดอกเบี้ยรับ (NIM) ที่เห็นว่าทำได้ระดับสูงอยู่ที่ 20% ขณะที่อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 30% มาจากความสามารถในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้ต่ำ โดยรวมถึงความสามารถในการควบคุมเอ็นพีแอล รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการปี 2560 ให้ลดลงอีกเป็น 45% จากปี 2559 อยู่ที่48% เพราะส่วนใหญ่ต้นทุนคงที่ คือ สาขามีการทยอยลงทุนไปจำนวนมากแล้ว ส่วนที่ต้องบริหาร คือ ต้นทุนบุคลากร

แนวโน้มดอกเบี้ยที่เริ่มกลับสู่ขาขึ้น รวมถึงบริษัทจดทะเบียน (บจ.) บางแห่งผิดชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน (บี/อี) สร้างความปั่นป่วนในตลาด โดยที่ผ่านมาบี/อีเป็นแหล่งทุนทางเลือกหนึ่งของบริษัท ดังนั้น
ในปีนี้เพื่อบริหารต้นทุนการเงินและป้องกันผลกระทบในอนาคต บริษัทได้ปรับพอร์ตหนี้ให้มีสัดส่วนเงินกู้ระยะยาว 3-5 ปี เป็น 60% และอีก 40% เป็นเงินกู้ระยะสั้น ซึ่งสัดส่วนนี้จะกลับข้างกันจากปี 2559 พร้อมยังปรับสัดส่วนพอร์ตหนี้ให้คงหนี้มากขึ้น รวมถึงการใช้ช่องทางตั๋วสัญญาใช้เงิน (พี/เอ็น) ของธนาคารพาณิชย์ที่สามารถออกทดแทนของเดิมที่ครบกำหนดได้ง่ายกว่าบี/อี

ส่งผลให้ดอกเบี้ยจ่ายในปีนี้สูงขึ้นเป็น 3.5% จากปี 2559 อยู่ที่ 2.7% แต่มั่นใจว่าไม่มีผลกระทบต่อกำไร เพราะบริษัทสามารถควบคุมและลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านอื่นลงได้แน่นอน นอกจากนี้ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีนี้ บริษัทเตรียมเสนอวาระขออนุมัติวงเงินในการออกหุ้นประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเตรียมรองรับการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงมาทดแทนเงินกู้ระยะสั้น ปรับให้พอร์ตมีสัดส่วนหนี้ระยะยาว

การแข่งขันในธุรกิจลีสซิ่งปีนี้ยังปกติ แต่ความรุนแรงลดลงจากปี 2559 ส่วนความต้องการใช้สินเชื่อของลูกค้ายังมีอยู่ เพราะภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ได้มีการเติบโตในอัตราที่สูง ขณะที่ราคาข้าวยังไม่ดีทำให้กลุ่มเกษตรยังต้องการใช้เงิน บริษัทยังปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ด้วยเน้นปล่อยให้กลุ่มลูกค้าเดิมของบริษัทที่มีประวัติคัดจากลูกค้าทั้งหมดของบริษัทปัจจุบันที่มี 1 ล้านรายทั่วประเทศ ทำให้สามารถบริหารความเสี่ยงได้ดี บริษัทปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์มากที่สุดในประเทศ หรือ 50% ของทั้งระบบสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์

แผนในระยะ 3 ปีข้างหน้า ปี 2561-2563 การเปิดสาขาใหม่เพิ่มยังเป็นปัจจัยสำคัญ ดังนั้นบริษัทมีแผนจะเปิดสาขาใหม่อีกประมาณ 1,800 สาขา หรือเฉลี่ยราว 600 สาขา/ปี ซึ่งใช้เงินลงทุนราว 250 ล้านบาท/ปี ส่งผลให้ในสิ้นปี 2563 จะมีสาขารวมประมาณ 4,000 สาขา ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 50% ของจำนวนรวมกันทั้งหมดของสาขาของธนาคารพาณิชย์และของธนาคารออมสิน

ขณะที่แผนการเติบโตในปี 2561 ตั้งเป้าหมายการเติบโตของการยอดปล่อยสินเชื่อไว้ที่ประมาณ 40% ปี 2562 เติบโตอีก 40% และปี 2563 จะเติบโตอีก 30% รวมถึงผลประกอบการทั้งกำไรและรายได้ในช่วง 3 ปีดังกล่าว จะเติบโตสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนภาพปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคทั้งในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว หรือการเติบโตในความต้องการใช้สินเชื่อของลูกค้ายังมีต่อเนื่องไม่แตกต่างกัน

“ใน 1-2 ปีนี้ไม่มีแผนจะออกไปทำธุรกิจอื่น เพราะทำธุรกิจเดิมที่บริษัทชำนาญต่อไป รวมถึงไม่ทำธุรกิจตามหนี้ด้วย เพราะเราไม่ชำนาญ และจะไม่ออกไปในประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะโอกาสเติบโตในไทยตอนนี้ยังมีอีกมาก เห็นได้จากการเติบโตของบริษัทที่ทำได้และเป้าหมายการเติบโตที่วางไว้ รวมถึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้การซื้อกิจการเพื่อสร้างการเติบโต เพราะยังโตได้ด้วยตัวเอง แต่เปิดโอกาสหากมีใครนำพอร์ตลูกหนี้มาขายก็พร้อมพิจารณา"

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ