
เมืองไทยลิสซิ่ง เป้าหมายรักษาแชมป์
“ชูชาติ เพ็ชรอำไพ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS) ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์”
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
“ชูชาติ เพ็ชรอำไพ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS) ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” ว่าเป้าหมายในปี 2560 คือ การรักษาอันดับหนึ่งไว้ต่อเนื่องไปอีกในอนาคตในธุรกิจลีสซิ่งจากที่ทำได้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ด้วยพอร์ตลูกหนี้คงเหลือปัจจุบันที่ 2.30 หมื่นล้านบาท จาก 1.3 ล้านสัญญา ขณะที่ ณ ปีนี้ตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ 5 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 50% ยังสูงต่อเนื่องเพราะหากเทียบจากฐานปีที่แล้วที่ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่เติบโตถึง 80% ขณะที่การเติบโตของยอดสินเชื่อลูกหนี้คงเหลือ ณ สิ้นปี 2560 จะอยู่ที่ 3.50 หมื่นล้านบาท และรายได้ตั้งหมายจะเติบโต 50% ด้วยเช่นกัน ทำให้กำไรในปีนี้จะเติบโตสอดคล้องไปกับยอดสินเชื่อใหม่และรายได้ด้วย
แผนในปีนี้จะรักษาระดับหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ไม่ให้เกิน 1.5% ตามกรอบนโยบายที่วางไว้ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่ทำได้ในปี 2559 ที่ผ่านมาถือเป็นระดับเอ็นพีแอลที่ต่ำที่สุดในประเทศเมื่อเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ค่าเฉลี่ยอยู่ 2.5-3% อีกทั้งบริษัทตัดหนี้สูญเฉลี่ยราว 20 ล้านบาท/ปี ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายตัดหนี้สูญถึง 100 ล้านบาท/ปี
ปี 2559 ที่ผ่านมา ยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับลูกค้าของบริษัทเติบโต 80% จากปี 2558 รวมถึงฐานลูกค้าของบริษัทในปีที่ผ่านมายังเติบโตไปในทิศทางเดียว ขณะที่กำไรสุทธิในปี 2559 ที่ทำได้ 1,464.14 ล้านบาท เติบโต 77%
แผนการเติบโตในปีนี้ที่วางไว้จะมาจากแผนการเปิดเพิ่มจำนวนสาขาใหม่จากสิ้นปี 2559 ที่มี 1,664 สาขา โดยในปีนี้จะเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 600 สาขา ส่งผลให้สิ้นปีนี้บริษัทจะมีสาขาเพิ่มเป็น 2,200 สาขา เน้นในพื้นที่หลักภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับภาคใต้ รวมถึงในกรุงเทพฯ ด้วย อีกทั้งการเติบโตจากผลิตภัณฑ์สินเชื่อกลุ่มใหม่ที่เริ่มเปิดตัวในปลายปี 2559 คือ สินเชื่อที่ใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน ซึ่งจะเริ่มเห็นยอดการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นในปีนี้และปีหน้า รวมถึงในปี 2557 ที่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้เริ่มปล่อยสินเชื่อรถยนต์เป็นหลักประกันยังเติบโตได้ดี
ในปีนี้สัดส่วนพอร์ตสินเชื่อกลุ่มรถยนต์จะเพิ่มเป็น 40% จากปีก่อนอยู่ที่ 33.04% สินเชื่อที่ดินเพิ่มเป็นราว 15% จากปีก่อนอยู่ที่ 10.97% จักรยานยนต์ลดลงเหลือ 35% จากปีก่อนอยู่ที่ 44.84% ทั้งนี้แม้สัดส่วนที่ลดลงของพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ในปีนี้ไม่สะท้อนว่าสินเชื่อจักรยานยนต์ไม่ขยายตัวซึ่งยังปีนี้สินเชื่อกลุ่มนี้ยังเติบโตได้ดีต่อเนื่องเพียงแต่เม็ดเงินปล่อยสินเชื่อรถยนต์ต่อคันจะสูงกว่ารถจักรยานยนต์ ส่วนที่เหลือจะเป็นสินเชื่อกลุ่มอื่น ปีนี้จะเน้นการให้บริการที่สร้างความแตกต่างและประทับใจให้ลูกค้า
“นโยบายจะไม่เอาเปรียบลูกค้า ได้แก่ ประการแรก อัตราดอกเบี้ยและค่าบริการที่คิดให้กับลูกค้าถูกที่สุดหรือต่ำกว่า 20% เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยในตลาดลีสซิ่ง ประการที่สอง ค่าใช้จ่ายติดตามหนี้ของบริษัทไม่มี ประการที่สาม ถ้าลูกค้ามีความจำเป็นต้องฝากต่อทะเบียน หรือต่อภาษี บริษัทจะไม่คิดค่าใช้จ่าย และประการที่สี่ จะไม่คิดค่าติดตามหนี้ เพราะจะใช้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อของบริษัทเพื่อป้องกันปัญหาความรุนแรง”
สำหรับส่วนต่างดอกเบี้ยรับ (NIM) ที่เห็นว่าทำได้ระดับสูงอยู่ที่ 20% ขณะที่อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 30% มาจากความสามารถในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้ต่ำ โดยรวมถึงความสามารถในการควบคุมเอ็นพีแอล รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการปี 2560 ให้ลดลงอีกเป็น 45% จากปี 2559 อยู่ที่48% เพราะส่วนใหญ่ต้นทุนคงที่ คือ สาขามีการทยอยลงทุนไปจำนวนมากแล้ว ส่วนที่ต้องบริหาร คือ ต้นทุนบุคลากร
แนวโน้มดอกเบี้ยที่เริ่มกลับสู่ขาขึ้น รวมถึงบริษัทจดทะเบียน (บจ.) บางแห่งผิดชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน (บี/อี) สร้างความปั่นป่วนในตลาด โดยที่ผ่านมาบี/อีเป็นแหล่งทุนทางเลือกหนึ่งของบริษัท ดังนั้น
ในปีนี้เพื่อบริหารต้นทุนการเงินและป้องกันผลกระทบในอนาคต บริษัทได้ปรับพอร์ตหนี้ให้มีสัดส่วนเงินกู้ระยะยาว 3-5 ปี เป็น 60% และอีก 40% เป็นเงินกู้ระยะสั้น ซึ่งสัดส่วนนี้จะกลับข้างกันจากปี 2559 พร้อมยังปรับสัดส่วนพอร์ตหนี้ให้คงหนี้มากขึ้น รวมถึงการใช้ช่องทางตั๋วสัญญาใช้เงิน (พี/เอ็น) ของธนาคารพาณิชย์ที่สามารถออกทดแทนของเดิมที่ครบกำหนดได้ง่ายกว่าบี/อี
ส่งผลให้ดอกเบี้ยจ่ายในปีนี้สูงขึ้นเป็น 3.5% จากปี 2559 อยู่ที่ 2.7% แต่มั่นใจว่าไม่มีผลกระทบต่อกำไร เพราะบริษัทสามารถควบคุมและลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านอื่นลงได้แน่นอน นอกจากนี้ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีนี้ บริษัทเตรียมเสนอวาระขออนุมัติวงเงินในการออกหุ้นประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเตรียมรองรับการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงมาทดแทนเงินกู้ระยะสั้น ปรับให้พอร์ตมีสัดส่วนหนี้ระยะยาว
การแข่งขันในธุรกิจลีสซิ่งปีนี้ยังปกติ แต่ความรุนแรงลดลงจากปี 2559 ส่วนความต้องการใช้สินเชื่อของลูกค้ายังมีอยู่ เพราะภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ได้มีการเติบโตในอัตราที่สูง ขณะที่ราคาข้าวยังไม่ดีทำให้กลุ่มเกษตรยังต้องการใช้เงิน บริษัทยังปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ด้วยเน้นปล่อยให้กลุ่มลูกค้าเดิมของบริษัทที่มีประวัติคัดจากลูกค้าทั้งหมดของบริษัทปัจจุบันที่มี 1 ล้านรายทั่วประเทศ ทำให้สามารถบริหารความเสี่ยงได้ดี บริษัทปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์มากที่สุดในประเทศ หรือ 50% ของทั้งระบบสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์
แผนในระยะ 3 ปีข้างหน้า ปี 2561-2563 การเปิดสาขาใหม่เพิ่มยังเป็นปัจจัยสำคัญ ดังนั้นบริษัทมีแผนจะเปิดสาขาใหม่อีกประมาณ 1,800 สาขา หรือเฉลี่ยราว 600 สาขา/ปี ซึ่งใช้เงินลงทุนราว 250 ล้านบาท/ปี ส่งผลให้ในสิ้นปี 2563 จะมีสาขารวมประมาณ 4,000 สาขา ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 50% ของจำนวนรวมกันทั้งหมดของสาขาของธนาคารพาณิชย์และของธนาคารออมสิน
ขณะที่แผนการเติบโตในปี 2561 ตั้งเป้าหมายการเติบโตของการยอดปล่อยสินเชื่อไว้ที่ประมาณ 40% ปี 2562 เติบโตอีก 40% และปี 2563 จะเติบโตอีก 30% รวมถึงผลประกอบการทั้งกำไรและรายได้ในช่วง 3 ปีดังกล่าว จะเติบโตสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนภาพปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคทั้งในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว หรือการเติบโตในความต้องการใช้สินเชื่อของลูกค้ายังมีต่อเนื่องไม่แตกต่างกัน
“ใน 1-2 ปีนี้ไม่มีแผนจะออกไปทำธุรกิจอื่น เพราะทำธุรกิจเดิมที่บริษัทชำนาญต่อไป รวมถึงไม่ทำธุรกิจตามหนี้ด้วย เพราะเราไม่ชำนาญ และจะไม่ออกไปในประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะโอกาสเติบโตในไทยตอนนี้ยังมีอีกมาก เห็นได้จากการเติบโตของบริษัทที่ทำได้และเป้าหมายการเติบโตที่วางไว้ รวมถึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้การซื้อกิจการเพื่อสร้างการเติบโต เพราะยังโตได้ด้วยตัวเอง แต่เปิดโอกาสหากมีใครนำพอร์ตลูกหนี้มาขายก็พร้อมพิจารณา"







