
พลังเกาหลี
กลับมาเยือนกรุงโซลอีกครั้งท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี
โดย...ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
กลับมาเยือนกรุงโซลอีกครั้งท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ทั้งความหวาดกลัวขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือที่ตั้งใจแสดงแสนยานุภาพข่มขวัญอยู่บ่อยครั้ง ทั้งการซ้อมรบใหญ่ร่วมกับสหรัฐอเมริกาที่สร้างความไม่พอใจอย่างแรงต่อรัฐบาลจีน ทั้งยังมีเรื่องคอร์รัปชั่นของประธานาธิบดีและทายาทบริษัทยักษ์ใหญ่อีก เกาหลีใต้วันนี้จึงมีแต่เรื่องปวดหัวรุมเร้าทั้งภายนอกและภายในเต็มไปหมด
หากแต่ว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้กลับยังมีความมั่นคงแข็งแรง สัดส่วนการส่งออกกลับเพิ่มขึ้นจนติดอันดับ 6 ของโลก และในสัปดาห์ที่แล้วสถาบันการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชียโดยเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพการประชุม ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำของเกาหลีใต้ติดอันดับ 1 ใน 10 ถึง 3 มหาวิทยาลัย ขณะที่มีเพียงมหาวิทยาลัยโตเกียวของญี่ปุ่นหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ติดอันดับ จึงต้องยอมรับว่าทั้งเศรษฐกิจและการศึกษาของเกาหลีใต้ได้พัฒนารุดหน้าไปมากไม่เป็นรองใครในโลกนี้
อีกทั้งเมื่อพูดถึงเทคโนโลยีตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ ยี่ห้อเกาหลีเป็นเจ้าตลาดมานานแล้ว แม้แต่อุปกรณ์ทางการแพทย์ทั้งเครื่องเอกซเรย์และอัลตราซาวด์ยี่ห้อเกาหลีก็รุกหนักมาก เชื่อว่าก็มีโอกาสจะเป็นเจ้าตลาดได้อีกเช่นกัน เพราะนำจุดแข็งด้านภาพคมชัดและการใช้งานง่ายมาเป็นจุดขาย จึงน่าสนใจมากที่ประเทศที่เคยล้มละลายจากภัยสงครามมาก่อน ปัจจุบันก็ยังมีปัญหารอบด้าน ยังสามารถสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและทางการศึกษาได้อย่างดี หลายคนจึงสงสัยว่าเกาหลีใต้มาถึงวันนี้ได้อย่างไร
หากมาเยือนกรุงโซลเมืองหลวงของเกาหลีใต้ ลองสังเกตดูว่าจะหารถยนต์ยี่ห้อญี่ปุ่นแทบไม่เจอ มีแต่รถเกาหลีที่ดูสวยขึ้นทุกวัน เมื่อไปนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินก็ยังผลิตใช้เอง หรือแม้แต่รถไฟความเร็วสูงก็ยังพัฒนาขึ้นเองได้ไม่ต้องนำเข้า แถมยังวิ่งเร็วกว่า 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทั้งยังหาร้านญี่ปุ่นแทบไม่เจอเช่นกัน มีแต่ร้านเกาหลีเต็มตรอกซอกซอย คนที่นี่แม้แต่เสื้อผ้าก็ยังใช้ยี่ห้อเกาหลี แสดงถึงค่านิยมรักชาติอย่างรุนแรง ว่ากันว่าเกาหลียิ่งใหญ่มาถึงทุกวันนี้ได้ด้วยคำพูดประโยคเดียว คือ “เราจะแพ้ญี่ปุ่นไม่ได้!” เพราะประวัติศาสตร์อันปวดร้าวของเกาหลีที่ถูกญี่ปุ่นปกครองในช่วงปี 1910-1945 สร้างพลังแค้นของชนชาวเกาหลี ส่งมาเป็นพลังแห่งความมุ่งมั่น ที่จะเอาชนะ ไม่ยอมแพ้ และต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้
แม้แต่ในแบบเรียนประวัติศาสตร์ของเด็กเกาหลียังใส่เรื่องในอดีตที่ทุกข์ยากไว้เต็มไปหมด เด็กทุกคนจึงต้องขยัน ต้องสู้ อ่านหนังสือหนัก เรียนก็ต้องให้เก่ง แน่นอนว่าพลังจากความแค้นนี้กลายเป็นพลังบวกให้ฮึดสู้ในทุกเรื่อง ทั้งกีฬา การศึกษา และเศรษฐกิจ เกาหลีจะไม่ยอมแพ้ญี่ปุ่น หรือแม้แต่สะท้อนในวัฒนธรรมดนตรีของเกาหลีที่โด่งดังกว่าญี่ปุ่นไปแล้ว เช่น เพลงดังกังนัมสไตล์และละครซีรี่ส์เกาหลีที่คนไทยติดกันงอมแงม แม้ว่าพลังเกาหลีจะทำให้เกาหลีมาถึงวันนี้ แต่ก็ไม่ควรนำมาสร้างความรู้สึกชิงชัง เพียงแต่แปลงมาเป็นพลังบวกเพื่อสร้างตนเองให้ดีขึ้นแค่นี้ก็สุดยอด
เห็นพลังเกาหลีแล้ว ย้อนกลับมาดูเมืองไทยที่เมื่อไหร่จะฮึดสู้สักที หรือที่มักมีเรื่องเล่าว่าเพราะไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร ไทยจึงอยู่สบาย เลยไม่ต้องต่อสู้ แต่วันนี้หากเรายังมีทัศนคติแบบสบายสบายอย่างนี้ต่อไป ลูกหลานไทยคงต้องมีแต่ความลำบาก ลำบาก ในอนาคตแน่นอน







