
ธรรมาภิบาลที่แท้จริง
โดย...กำพล สุทธิพิเชษฐ์การกำกับดูแลกิจการที่ดีหรือธรรมาภิบาล นั้น มีการพูดกันมาเยอะ แล้วก็นานแล้ว ทั้งในภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกระบบในสังคมโปร่งใส ถ้าใครเข้าใจว่าการมีธรรมาภิบาลหรือระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี คือ การที่องค์กรต่างๆ ได้ลุกขึ้นมาเขียนกระบวนการตรวจสอบ กำหนดให้มีระบบการสอบทาน มีการคานอำนาจการอนุมัติต่างๆ กำหนดบทบาทและนโยบายที่ชัดเจนในด้านต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่มีการเขียนไว้ที่องค์กร แล้วให้ทุกคนปฏิบัติตาม แล้วจะทำให้องค์กรนั้นมีธรรมาภิบาล ถือว่าอาจจะเข้าใจยังไม่ครบถ้วนธรรมาภิบาล แปลตรงๆ คือ การดำเนินธุรกิจที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ดังนั้น หัวใจสำคัญ ได้แก่ ความโปร่งใส กล่าวคือ ไม่มีการปิดบังซ่อนเร้น บิดเบือนหรือเอาผลประโยชน์ส่วนตน อย่างไรก็ตาม ความโปร่งใสจะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่แค่การมีระบบการกำกับดูแลที่ดีเท่านั้น แต่ต้องมีผู้บริหารที่มีความสุจริตและมีคุณธรรมด้วย และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายต้องมีความเข้าใจในเรื่องของความโปร่งใสและถือเป็นสำคัญด้วย พร้อมที่จะให้การสนับสนุนในทุกวิธีและทุกเวลา มิใช่ปล่อยให้ความโปร่งใสเป็นเรื่องไม่ดีหรือมีผลกระทบในแง่ลบต่อผู้ปฏิบัติงาน ประมาณว่ายิ่งพูดควา
โดย...กำพล สุทธิพิเชษฐ์
การกำกับดูแลกิจการที่ดีหรือธรรมาภิบาล นั้น มีการพูดกันมาเยอะ แล้วก็นานแล้ว ทั้งในภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกระบบในสังคมโปร่งใส ถ้าใครเข้าใจว่าการมีธรรมาภิบาลหรือระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี คือ การที่องค์กรต่างๆ ได้ลุกขึ้นมาเขียนกระบวนการตรวจสอบ กำหนดให้มีระบบการสอบทาน มีการคานอำนาจการอนุมัติต่างๆ กำหนดบทบาทและนโยบายที่ชัดเจนในด้านต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่มีการเขียนไว้ที่องค์กร แล้วให้ทุกคนปฏิบัติตาม แล้วจะทำให้องค์กรนั้นมีธรรมาภิบาล ถือว่าอาจจะเข้าใจยังไม่ครบถ้วน
ธรรมาภิบาล แปลตรงๆ คือ การดำเนินธุรกิจที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ดังนั้น หัวใจสำคัญ ได้แก่ ความโปร่งใส กล่าวคือ ไม่มีการปิดบังซ่อนเร้น บิดเบือนหรือเอาผลประโยชน์ส่วนตน อย่างไรก็ตาม ความโปร่งใสจะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่แค่การมีระบบการกำกับดูแลที่ดีเท่านั้น แต่ต้องมีผู้บริหารที่มีความสุจริตและมีคุณธรรมด้วย และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายต้องมีความเข้าใจในเรื่องของความโปร่งใสและถือเป็นสำคัญด้วย พร้อมที่จะให้การสนับสนุนในทุกวิธีและทุกเวลา มิใช่ปล่อยให้ความโปร่งใสเป็นเรื่องไม่ดีหรือมีผลกระทบในแง่ลบต่อผู้ปฏิบัติงาน ประมาณว่ายิ่งพูดความจริงมากเท่าใดก็ยิ่งเป็นภัยต่อตนเองมากเท่านั้น
ผู้บริหารก็ต้องรู้จักทำใจยอมรับการตำหนิหากผิดพลาด และต้องพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไข ที่สำคัญต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น หากทุกฝ่ายทำได้ ระบบการกำกับดูแลจึงจะเป็นไปได้ ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจก็จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ยิ่งผู้บริหารกล้ารับฟัง คนในองค์กรก็จะยิ่งกล้าพูด
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความโปร่งใส จึงมิได้อยู่ที่การมีระบบการกำกับดูแลที่ดีแล้วให้ผู้บริหารเป็นผู้ปฏิบัติหรือทำให้เกิดความโปร่งใสแต่เพียงฝ่ายเดียว ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียที่อยู่รอบๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ หน่วยงานควบคุมต่างๆ ก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้ความโปร่งใสเป็นไปได้
ธรรมาภิบาลจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลจริงๆ ต้องอยู่บนพื้นฐานหลักๆ คือ 1.ยอมรับความจริง 2.ไม่ยึดติด 3.ยุติธรรม และ 4.อยู่ในกรอบ
ยอมรับความจริง : การบริหารธุรกิจย่อมมีทั้งสำเร็จและล้มเหลว แต่ถ้าได้รู้ข้อเท็จจริงเนิ่นๆ ก็จะทำให้เราตั้งรับได้ทัน สามารถปรับปรุงแก้ไขสถานการณ์ได้ทัน ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามใหญ่โต ถ้าผู้บริหารกล้าเสนองบการเงินหรือรายงานผลประกอบการตามเนื้อผ้า แสดงให้เห็นทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่สำเร็จและสิ่งที่ล้มเหลว ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายก็ต้องกล้ายอมรับ ไม่บีบคั้นหรือกดดันจนกระทั่งผู้บริหารไม่มีทางออก ต้องปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูลแทน จะส่งผลร้ายไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทัน
การยอมรับความจริงของผู้ที่เกี่ยวข้อง จะทำให้ผู้บริหารที่ดำเนินการผิดพลาดหรือมีผลงานไม่ดี กล้าพูดความจริงและพร้อมที่จะปรับปรุงตัว ยิ่งได้การสนับสนุนก็จะยิ่งมีกำลังใจในการพลิกฟื้นสถานการณ์ให้กลับมาดีได้ แต่ถ้าผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ยอมรับความจริง เอาแต่ติเตียนและคาดโทษต่างๆ นานา ไม่รับฟัง ไม่ให้โอกาสปรับปรุง ผู้บริหารก็จะรู้สึกกดดัน จนไม่อยากเสนอความจริง
ไม่ยึดติด : ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ยึดติดกับสิ่งที่เป็นอยู่ เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องช่วยให้องค์กรอยู่รอดก็ต้องทำ แม้จะต้องเปลี่ยนตัวผู้บริหารก็ตาม บางครั้งปัญหาเกิดจากระบบ กระบวนการต่างๆ ที่ไม่ทันสมัย หรือมีข้อจำกัดมากเกินไป จนบริหารธุรกิจยาก แข่งขันไม่ได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทั้งในองค์กรและนอกองค์กรก็ควรพิจารณาปรับปรุงหรือผ่อนปรนให้ดียิ่งขึ้น แม้อาจจะเสียประโยชน์บ้าง
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่กำลังดำเนินการอยู่ไปกู้เงินสถาบันการเงินมา ในเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ระบุว่ากิจการต้องรักษาสัดส่วนหนี้สินต่อทุนไม่ให้เกินสามต่อหนึ่ง บางสถานการณ์ของภาวะเศรษฐกิจอาจจะกระทำเช่นนั้นได้ยาก คนที่เกี่ยวข้องก็ควรมีการผ่อนปรน หรือปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ ในกรณีนี้สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องก็จะต้องเข้าใจและยอมรับ พร้อมที่จะผ่อนปรนบ้าง ดังนั้นการไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ที่เป็นไปไม่ได้กับสถานการณ์ขณะนั้น กิจการก็จะมีทางออก และกล้าที่จะบอกความจริง เพื่อให้แก้ไขได้ทันท่วงที
ยุติธรรม : ผู้บริหารต้องมีคุณธรรม มีความเป็นกลาง ไม่เห็นแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ร่วมงาน คู่ค้า หรือผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ นอกองค์กร ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจการต้องเห็นแก่กิจการเป็นหลัก นึกถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย ไม่เลือกปฏิบัติ
ความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นในการบริหารกิจการ ไม่ได้เกิดจากผู้บริหารเพียงฝ่ายเดียว ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจการทุกฝ่ายก็ต้องมีคุณธรรมด้วย เช่น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ก็ต้องมีคุณธรรม ไม่บีบคั้นให้ผู้บริหารทำงานเพื่อประโยชน์ของตนเท่านั้น ต้องนึกถึงผู้ถือหุ้นรายย่อยด้วย ถ้าทำได้ปัญหาการดูแลผู้ถือหุ้นรายย่อยก็จะไม่มี การบริหารกิจการก็จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
อยู่ในกรอบ : การดำเนินกิจการไม่ว่าจะภาครัฐหรือเอกชนก็ต้องเป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ หรือนโยบาย จะออกนอกลู่นอกทางไม่ได้ ผู้บริหารต้องตระหนักอยู่เสมอว่าการบริหารธุรกิจก็ไม่ต่างไปจากการขับรถบนท้องถนน จะต้องถูกกฎจราจรเสมอ ไม่สร้างความเดือนร้อนให้บุคคลอื่นที่ใช้ถนนร่วมกัน ผู้บริหารต้องการให้พนักงานของตนปฏิบัติงานอยู่ในระเบียบ ข้อบังคับฉันใด คนอื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการก็อยากให้ผู้บริหารปฏิบัติทำนองเดียวกันฉันนั้น
โดยสรุปคือ ทุกฝ่ายจะต้องยอมรับและปฏิบัติตามดังที่กล่าวมาข้างต้น อันได้แก่ การยอมรับความจริงเพื่อขจัดปัญหาก่อนที่จะสายเกินแก้ การไม่ยึดติดพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง การมีความเป็นธรรมในการบริหารกิจการ การอยู่ในกรอบของกฎระเบียบ ทั้งหมดนี้ให้เกิดธรรมาภิบาลที่แท้จริงในองค์กร







