
เครือข่ายปชช.ร้อง5กมธ.วุฒิฯต้านประกาศกิจการรุนแรง
เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ร้อง5กมธ.วุฒิสภา ตรวจสอบการออกประกาศกิจการที่มีผละกระทบรุนแรง 11 รายการ พร้อมให้เสนอรัฐบาลทบทวนการจัดทำร่างประกาศ
เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ร้อง5กมธ.วุฒิสภา ตรวจสอบการออกประกาศกิจการที่มีผละกระทบรุนแรง 11 รายการ พร้อมให้เสนอรัฐบาลทบทวนการจัดทำร่างประกาศ
นายสุทธิ อัชฌาสัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก พร้อมตัวแทน ชาวบ้านจาก อ.มาบตาพุด จ.ระยอง กว่า 30 คน เข้ายื่นหนังสือต่อ 5 กรรมาธิการ (กมธ.) วุฒิสภา ได้แก่ กมธ. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กมธ.สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค กมธ.ศึกษา ตรวจสอบเรื่องทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล กมธ.การเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม และกมธ.การสาธารณสุข
ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวมีเนื้อหา เพื่อขอให้กมธ. พิจารณาตรวจสอบความถูกต้องในการออกประกาศประเภทโครงการหรือกิจการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ที่ลดจาก18 รายการเหลือ 11 รายการ ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง และติดตามแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมจ.ระยอง
"เพื่อให้เกิดความถูกต้องเป็นธรรม ตรงตามเจตนาขอรัฐธรรมนูญ และเพื่อยุติความขัดแย้งที่อาจลุกลามตามมา จึงขอให้วุฒิสภาเสนอแนะไปยังรัฐบาลให้ทบทวนและจัดทำร่างโครงการหรือกิจการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่ารุนแรงให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยรัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงเร่งประกาศผลการศึกษาข้อเสนอแนะที่องค์กรต่างๆ ได้ส่งให้รัฐบาลอาทิ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และคณะกรรมการแก้ไขปัญหาตาม มาตรา 67 วรรคสอง ต่อประชาชนนายสุทธิ กล่าว
น.ส.รสนา โตสิตระกูล ประธานกมธ. การศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล กล่าวว่า ทางกมธ. จะรับเรื่องดังกล่าวไปตรวจสอบรวมทั้งในมุมมองเรื่องธรรมาภิบาล กรณีกำหนดโครงการหรือกิจการเข้าข่ายผลกระทบรุนแรงเหลือเพียง 11 โครงการจาก 18 โครงการว่าอาศัยหลักเกณฑ์การพิจารณาอะไร หรือเป็นเพียงการปลดล็อกให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะขัดต่อหลักยุทธศาสตร์การทำนโยบายของรัฐบาลทั้งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธาน กมธ. ทรัพยากรธรรมชาติ ฯ กล่าวว่า นายกฯและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติต้องคำนึงถึงคำพิพากษาของศาลปกครองที่ระยอง พิพากษาให้เขตพื้นที่เทศบาลมาบตาพุดทั้งเทศบาล รวมทั้งพื้นที่ใกล้อีก 4 ตำบล ในเขต อ.เมือง และอ.บ้านฉาง เป็นพื้นที่ควบคุมมลพิษ
ดังนั้น แม้ว่าจะมีการกำหนดโครงการหรือกิจการเข้าข่ายผลกระทบรุนแรงเหลือเพียง 11 รายการ แต่ไม่ได้หมายความว่าในโครงการอื่นในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจะไม่ต้องตรวจสอบเรื่องมลพิษ หรือไม่ต้องทำอีไอเอ แต่อย่างไร ต้องคำนึงถึงคำพิพากษาของศาลปกครองด้วย
นายประสาร มฤคพิทักษ์ สว. สรรหา กล่าวว่าทางกมธ. จะนำเรื่องนี้ไปบูรณาการเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาว่าจะสามารถแก้ไขได้อย่างไร และในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดหมดความสามารถในการรองรับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างใหม่หรือที่มีอยู่เดิม เพราะทำให้ชาวบ้านเกิดความเดือดร้อนและเจ็บป่วย ในขณะที่เจ้าของกิจการกลับมีรายได้เพิ่มขึ้นมากมาย อีกทั้งจะต้องมีเขตกันชนเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องมลพิษให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลจะต้องตรวจสอบแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วย







