
กฎหมายลงทุนใหม่เมียนมา
โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2559 รัฐบาลใหม่ของเมียนมาได้เข้ามาบริหารประเทศต่อจากรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีเต็งเส่ง โดยมีประธานาธิบดีคนใหม่คือ อูถิ่นจอ (U Htin Kyaw)นโยบายหลักๆ ของรัฐบาลใหม่ของเมียนมา มีทั้งหมด 12 ข้อได้แก่ การสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจของ 7 รัฐ และ 7 เขตให้เท่าเทียมกัน สร้างคนรุ่นใหม่เพื่อเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ สร้างระบบเศรษฐกิจ (พัฒนาเอสเอ็มอี พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และทำระบบ “ดาตา ไอดี การ์ด ซิสเต็ม”, “ดิจิทัล กัฟเวอร์เมนต์ สตราติจี” แอนด์ “อี-กัฟเวอร์เมนต์ ซิสเต็ม” เป็นต้น)สร้างโอกาสการทำงานให้กับคนเมียนมา พัฒนาเกษตรและอุตสาหกรรมให้เท่าเทียมกัน ส่งเสริมการลงทุนและสร้างความเข้มแข็งของภาคเอกชนรวมทั้งดึงดูดเอฟดีไอ สร้างระบบการเงินที่ครัวเรือน เกษตรกรและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงได้ง่าย พัฒนาเมืองที่รักษาสิ่งแวดล้อมและปกป้องวัฒนธรรมของชาติ สร้างระบบภาษีที่เป็นธรรม ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และสนับสนุนธุรกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอาเซียนและส่งออกได้จากนโยบายทั้ง
โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2559 รัฐบาลใหม่ของเมียนมาได้เข้ามาบริหารประเทศต่อจากรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีเต็งเส่ง โดยมีประธานาธิบดีคนใหม่คือ อูถิ่นจอ (U Htin Kyaw)
นโยบายหลักๆ ของรัฐบาลใหม่ของเมียนมา มีทั้งหมด 12 ข้อได้แก่ การสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจของ 7 รัฐ และ 7 เขตให้เท่าเทียมกัน สร้างคนรุ่นใหม่เพื่อเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ สร้างระบบเศรษฐกิจ (พัฒนาเอสเอ็มอี พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และทำระบบ “ดาตา ไอดี การ์ด ซิสเต็ม”, “ดิจิทัล กัฟเวอร์เมนต์ สตราติจี” แอนด์ “อี-กัฟเวอร์เมนต์ ซิสเต็ม” เป็นต้น)
สร้างโอกาสการทำงานให้กับคนเมียนมา พัฒนาเกษตรและอุตสาหกรรมให้เท่าเทียมกัน ส่งเสริมการลงทุนและสร้างความเข้มแข็งของภาคเอกชนรวมทั้งดึงดูดเอฟดีไอ สร้างระบบการเงินที่ครัวเรือน เกษตรกรและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงได้ง่าย พัฒนาเมืองที่รักษาสิ่งแวดล้อมและปกป้องวัฒนธรรมของชาติ สร้างระบบภาษีที่เป็นธรรม ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และสนับสนุนธุรกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอาเซียนและส่งออกได้
จากนโยบายทั้ง 12 ข้อ เห็นได้ว่าเป็นนโยบายที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่าการไปเชื่อมโยงด้านการผลิตกับภูมิภาคอาเซียนและโลก ซึ่งก็ถูกแล้วที่ต้องสร้างความแข็งแกร่งให้เกิดแก่ภายในประเทศก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของนโยบายข้างต้น หนึ่งแนวทางการพัฒนาของรัฐบาลใหม่ก็คือการมีกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ (เมียนมา อินเวสเมนต์ ลอว์ : เอ็มไอแอล) ลงนามเมื่อ 18 ต.ค. 2559 โดยประธานาธิบดี ถิ่นจอ คาดว่าใช้เป็นทางการเดือน เม.ย. 2560
กฎหมายการลงทุนฉบับใหม่นี้ เป็นการรวมและปรับปรุง 2 กฎหมาย คือ กฎหมายการลงทุนคนพม่า (เอ็มซีไอแอล) กับกฎหมายการลงทุนต่างประเทศ (เอฟไอแอล) กฎหมายการลงทุนฉบับใหม่จะเข้ามาใช้แทนที่กฎหมาย เอ็มซีไอแอล และเอฟไอแอล และให้ยกเลิกกฎหมายทั้งสองฉบับด้วย เหตุผลที่สำคัญในการออกกฎหมายการลงทุนใหม่เพราะ 1.เนื้อหาของกฎหมายลงทุนเก่าทั้งสองฉบับนั้นยังคลุมเครือไม่ชัดเจน และ 2.เพื่อให้กฎหมายการลงทุนใหม่มีสอดคล้องกับแนวทางกฎหมายสากลมากขึ้น พิจารณาประเด็นต่างๆ ดังนี้
“หมวดคำนิยาม” เอ็มซีไอแอล และ เอฟไอแอล กล่าวถึง “อินเวสเตอร์” คือคนหรือองค์กรทางเศรษฐกิจซึ่งทั้งสองฉบับให้คำจำกัดความที่เหมือนกัน ในความเป็นจริงแล้วในเมื่อเป็นกฎหมายทั้งสองได้แบ่งแยกว่าใช้สำหรับนักลงทุนภายในประเทศกับนักลงทุนต่างชาติก็ควรระบุให้ชัดเจน แต่ใน เอ็มไอแอล พูดชัดว่าเป็นนักลงทุนพม่าหรือนักลงทุนต่างชาติหรือรวมทั้งบริษัท สาขาสำนักงานและองค์กรธุรกิจอื่นๆ คำว่า “อินเวสเมนต์” ทั้งสองฉบับให้ความหมายที่แตกต่างกัน เช่น เอ็มซีไอแอล การลงทุนรวมถึงสกุลเงินท้องถิ่นและต่างชาติ แต่ เอฟไอแอล ไม่รวมสกุลเงินต่างชาติว่าเป็นการลงทุน
นอกจากนี้ พูดถึงเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับคณะกรรมการลงทุน (เมียนมา อินเวสเมนต์ คอมมิสชั่น) ชัดเจนขึ้น “หมวดวัตถุประสงค์” ทั้ง เอ็มซีไอแอล กับเอฟไอแอล เหมือนกันทุกอย่าง เน้นการส่งออก จ้างงาน พัฒนาคน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสอดคล้องกับสากล “หมวดคณะกรรมการ” เอ็มไอแอล บอกที่มาและการแต่งตั้งประธานคณะกรรมการลงทุนชัดเจนว่าเสนอโดยประธานาธิบดีและรัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้ง รองประธานและคณะกรรมการแต่งตั้งโดยรัฐบาล “หมวดการรับรอง” เอ็มไอแอล แบ่งออกเป็น “เอ็มไอซี เพอร์มิท” สำหรับโครงการที่มีผลต่อยุทธศาสตร์ของประเทศ ผลต่อสิ่งแวดล้อมและความมั่นคง และการให้ “การรับรอง” สำหรับโครงการลงทุนที่ไม่เข้าข่ายเอ็มไอซี เพอร์มิท
“หมวดสิทธิประโยชน์ด้านภาษี” กฎหมายเดิมทั้งสองฉบับให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีนิติบุคคล 5 ปี แต่ เอ็มไอแอล มีการปรับเป็น 3 ระดับ คือ ยกเว้น 3, 5 และ 7 ปี “หมวดการจ้างงาน” เอฟไอแอลระบุว่าในการลงทุนต้องมีการจ้างงานสัดส่วน 25% (2 ปีแรก) 50% (4 ปี) และ 75% (6 ปี) ซึ่งในเอ็มไอแอลได้ยกเลิก “หมวดเช่าที่ดิน” ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่กำหนดให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดินได้ 50+10+10 ปี (กฎหมาย SEZ ให้เช่าได้ 75 ปี) กฎหมายคอนโดมิเนียม อนุญาตให้ต่างชาติซื้อได้ 40% ต่อห้อง แต่คอนโดต้องมี 6 ชั้นขึ้นไปและพื้นที่มากกว่า 2 หมื่นตารางฟุต
ผมขอจบแบบห้วนๆ นะครับ เพราะพื้นที่โควตาบทความหมด







