
บริษัทไทยกับการลงทุนในต่างประเทศกฎหมายเอื้ออำนวยแค่ไหน (ต่อ)
.....กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
4.ประเด็นของบริษัทไทยที่ไปลงทุนในบริษัทต่างประเทศก็คือว่า เมื่อมีการนำเงินกำไรหรือเงินปันผลกลับมาประเทศไทย หรือเงินได้ต่างๆ ที่ได้ส่งกลับเข้ามาในประเทศในรูปของค่าบริการ ดอกเบี้ย ค่าสิทธินั้น โดยทั่วไปถ้าหากมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายในต่างประเทศหรือได้รับการยกเว้นแล้ว บริษัทไทยก็อาจจะต้องนำมารวมเป็นเงินได้ และหากมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ก็อาจจะมีการเครดิตภาษีหัก ณ ที่จ่ายออกจากภาษีเงินได้นิติบุคคลได้จากการเสียภาษีของประเทศไทย (โดยต้องพิจารณาดูจากอนุสัญญาภาษีซ้อนด้วย)
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่เป็นอุปสรรคในขณะนี้ก็คือ ปัญหาเรื่องเงินปันผลที่บริษัทไทยได้รับโดยตรงจากการไปลงทุนในบริษัทในต่างประเทศนั้น ถ้าหากไม่เข้าเกณฑ์เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ที่ 442 เกี่ยวกับการยกเว้นภาษีเงินได้ของเงินปันผล (ผมเคยเขียนบทความไว้นานแล้วเช่นกัน) โดย พ.ร.ฎ.ดังกล่าวได้กำหนดเงื่อนไขไว้คล้ายๆ กับบริษัทโฮลดิงในประเทศไทยที่ได้รับการยกเว้นเงินปันผลก็คือ
(1) จะต้องถือหุ้นในบริษัทต่างประเทศนั้นไม่น้อยกว่า 25% ของสิทธิผู้ออกเสียง
(2) บริษัทต้องถือหุ้น 3 เดือนก่อน และ 3 เดือนหลังจ่ายเงินปันผล
(3) เงินปันผลนั้นจะต้องได้มาจากเงินกำไรที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้ในต่างประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของกำไรสุทธิ โดยไม่คำนึงว่าจะมีกฎหมายยกลดหรือยกเว้นภาษีเงินได้หรือไม่ก็ตาม
เงื่อนไขข้อ (3) เป็นปัญหากับบริษัทในประเทศไทยมาก เพราะว่าการไปลงทุนในต่างประเทศที่ดี ผู้ลงทุนก็อยากเสียภาษีให้น้อยที่สุดหรือไม่เสียเลย โดยทั่วไปจึงควรต้องเป็นการลงทุนผ่านบริษัทโฮลดิง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทโฮลดิงในสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือใน Tax Haven ก็ได้ ซึ่งปกติแล้วเงินได้หรือกำไรดังกล่าวที่บริษัทได้จากการประกอบธุรกิจในต่างประเทศถือเป็น Foreign Source Income จึงมักจะไม่ต้องเสียภาษีในประเทศฮ่องกง สิงคโปร์ หรือในประเทศ Tax Haven เช่น BVI หรือ Cayman ก็ไม่มีภาระภาษีใดๆ ดังนั้นเมื่อบริษัทดังกล่าวจ่ายเงินปันผลคืนมาให้บริษัทไทย ก็ต้องนำกลับมาเสียภาษีในประเทศไทยเป็นจำนวนเต็ม (คือร้อยละ 30) ซึ่งประเด็นนี้ได้รับการร้องเรียนจากบริษัทไทยที่ลงทุนในต่างประเทศ แต่ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไขที่เป็นรูปธรรมอย่างไร ปัจจุบันบริษัทไทยที่จะลงทุนในต่างประเทศจึงต้องจัดรูปแบบการลงทุนผ่านบริษัทที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 15 และมีการลดภาษีร้อยละ 3 เช่นผ่านบริษัทในประเทศ Mauritius ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการจัดตั้งบริษัทสูงขึ้นและยุ่งยาก ซึ่งความจริงแล้วถ้าหากบริษัทต่างประเทศดังกล่าวไม่นำเงินปันผลกลับมาประเทศไทย ประเทศไทยก็ไม่สามารถเก็บเงินภาษีเงินปันผลดังกล่าวได้ จึงเป็นเงินที่รัฐเก็บภาษีไม่ได้อยู่ดี รัฐบาลจึงไม่ควรกำหนดเงื่อนไขที่บริษัทในต่างประเทศจะเสียภาษีหรือไม่ เพราะการที่มีเงินลงทุนกลับมาประเทศไทยจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในภาพรวม มิฉะนั้นบริษัทก็จะนำไปลงทุนต่อหรือเก็บเงินไว้ในต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็จะไม่ได้ประโยชน์
5.สิ่งที่สำคัญที่ผู้ลงทุนควรมีการพิจารณาภาระภาษีต่อมาก็คือ เมื่อไปลงทุนแล้วในอนาคตถ้าหากบริษัทไทยขายหุ้นของบริษัทที่ไปลงทุน ผลภาษีก็จะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริษัทไทยนั้นใช้รูปแบบใดในการลงทุนในต่างประเทศ เพราะถ้าหากบริษัทไทยไปลงทุนในบริษัทต่างประเทศโดยตรงและต่อมาต้องการขายหุ้นของบริษัทไทยที่ไปลงทุนนั้น ก็จะต้องเสียภาษีกำไรสุทธิในอัตราร้อยละ 30 แต่ถ้าหากบริษัทไทยตั้งบริษัทโฮลดิงในต่างประเทศแล้ว และบริษัทโฮลดิงขายหุ้นในต่างประเทศ บริษัทไทยก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ดังกล่าว เพราะว่าเป็นเงินได้ที่เกิดจากการขายหุ้นของบริษัทที่ต่างประเทศ
6.ประเด็นที่สำคัญอีกเรื่องก็คือว่าควรใช้ใครถือหุ้น ขอให้เปรียบเทียบการลงทุนระหว่างการที่จะให้บุคคลธรรมดาไปลงทุนโดยตรงกับการที่จะให้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไปลงทุนนั้นมีผลแตกต่างกัน เช่น ในเรื่องเงินปันผลและกำไรจากการขายหุ้นนั้น เพราะถ้าหากเป็นบุคคลธรรมดาไปลงทุน ก็จะไม่ต้องเสียภาษีเงินปันผลถ้าหากว่าประกาศเงินปันผลแล้ว ถ้านำเข้ามาในคนละปีภาษี ในขณะเดียวกันถ้าหากว่าขายหุ้นเช่นเดียวกับการขายหุ้นของบุคคลธรรมดาในต่างประเทศถือว่าเป็นเงินได้จากทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ก็ไม่ต้องเสียภาษีถ้าหากนำเข้ามาในปีภาษีถัดไป แต่หากบริษัทไปลงทุนโดยตรง หากได้รับเงินปันผล (กรณีไม่เข้าเงื่อนไข) หรือการขายหุ้นก็จะต้องเสียภาษีในประเทศไทย







