posttoday
สศช.จับตาว่างงานพุ่ง

สศช.จับตาว่างงานพุ่ง

07 มีนาคม 2560

สศช.เตือนอุตสาหกรรมรับมือเทคโนโลยีเปลี่ยน ธุรกิจแบงก์ ค้าปลีกเสี่ยงลดคน ขณะที่ยอดว่างงาน 1.2% ยังไม่น่าห่วง

สศช.เตือนอุตสาหกรรมรับมือเทคโนโลยีเปลี่ยน ธุรกิจแบงก์ ค้าปลีกเสี่ยงลดคน ขณะที่ยอดว่างงาน 1.2% ยังไม่น่าห่วง

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า การว่างงานของประเทศไทย ณ สิ้นปี 2559 อยู่ที่ 4 แสนคน หรือ 1.0% ของกำลังแรงงาน 37 ล้านคน ยังคงอยู่ในระดับต่ำ แต่มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556-2558 ที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.8% 0.9% และ 0.9% ตามลำดับ ล่าสุดเดือน ม.ค. 2560 ได้ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4.49 แสนคน หรือ 1.2%

ทั้งนี้ พบว่าการว่างงานส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคเกษตรเนื่องจากเกิดผลกระทบขึ้นจากทั้งปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ในขณะที่การจ้างงานนอกภาคเกษตรยังคงเพิ่มขึ้น และในระยะสั้นการว่างงานมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีกเนื่องจากในปี 2560 มีผู้ที่จะจบการศึกษาใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานประมาณ 5.5 แสนคน ซึ่ง 61% จบในระดับอุดมศึกษา

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมปีนี้คาดว่าการว่างงานของไทยจะยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 3-4% และเป็นการขยายตัวในฐานที่กว้างขึ้นจากทั้งการลงทุนของเอกชน อุตสาหกรรม การส่งออกที่จะกลับมาขยายตัวหลังชะลอตัวไป 2-3 ปีที่ผ่านมา จะสามารถเพิ่มตำแหน่งงานและรองรับแรงงานใหม่ได้

"การว่างงานที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 1.2% ในเดือน ม.ค. สะท้อนให้เห็นผลกระทบจากภัยแล้งและน้ำท่วมที่ต่อเนื่องต่อภาคเกษตร แต่ในปี 2560 สถานการณ์ภาคเกษตรจะดีขึ้น ด้วยปริมาณน้ำที่ดีกว่าปีที่ผ่านมา และราคาสินค้าเกษตรจะดีตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ซึ่งเดือน ม.ค.พบว่าผลผลิตภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 3.4% ราคาเพิ่มขึ้น 15.6% ทำให้รายได้เกษตรเพิ่มประมาณ 19% ส่วนทั้งปี สศช.คาดว่าการผลิตภาคเกษตรจะเพิ่มขึ้น 3-4% ราคาจะเพิ่มขึ้น 5-6% ซึ่งทำให้รายได้และการจ้างงานในภาคเกษตรดีขึ้นด้วย" นายปรเมธี กล่าว

อย่างไรก็ตาม มีอีกประเด็นที่ตลาดแรงงานต้องเร่งปรับตัว คือการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล 4.0 จะทำให้ผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรมนำเครื่องมือเครื่องจักรทันสมัยมาใช้ในการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ลดการใช้แรงงานลงโดยเฉพาะในธุรกิจการเงิน ซึ่งขณะนี้ก็มีธนาคารบางแห่ง เช่น ไทยพาณิชย์ ได้ระบุแล้วว่าจะลดจำนวนสาขาลง 40% ใน 3-5 ปี ธุรกิจค้าปลีก ที่กำลังมีเทคโนโลยีการเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและสะดวกขึ้นโดยไม่จำกัดเวลา ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงไปของความต้องการแรงงาน ทำให้ทุกภาคอุตสาหกรรมต้องเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีแล้วยังต้องมีแผนการสร้างกำลังคนให้สามารถรองรับกับเทคโนโลยีใหม่ด้วย

"ตอนนี้ยังระบุไม่ได้ว่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมใดบ้างที่จะมีการลดใช้แรงงานลง และเร็วแค่ไหนเพราะต้องติดตามการปรับตัวเพื่อไปใช้เครื่องมือ เครื่องจักร เช่นตอนนี้กลุ่มแบงก์ ค้าปลีกก็เริ่มมีการปรับตัว" นายปรเมธี  กล่าว

สำหรับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนนั้นอยู่ที่ 11.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% ซึ่งเป็นการเพิ่มในอัตราที่ชะลอที่ต่อเนื่องในปี 2556-2558 ที่ 11.5% 6.6% และ 5.2% สัดส่วนดังกล่าวคิดเป็น 81% ของจีดีพี การลดลงดังกล่าวสอดคล้องกับสินเชื่อเพื่อการบริโภคในระบบธนาคารพาณิชย์ที่ชะลอลง แต่มองว่าการชะลอลงดังกล่าวไม่ได้สะท้อนการใช้จ่ายที่ลดลง เพราะการบริโภคล่าสุดในไตรมาส 4/2559 ยังคงเพิ่มขึ้น 2.5% และความสามารถในการชำระหนี้ปรับตัวดีขึ้น เห็นได้จากหนี้เสียส่วนของสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่ลดลงมาอยู่ที่ 2.71% ในไตรมาส 4/2559 จาก 2.73% ในไตรมาส 3/2559 ขณะที่การชำระหนี้ที่ช้าเกิน 3 เดือน ปรับตัวลดลง 36.9% การผิดนัดบัตรเครดิตเกิน 3 เดือน ลดลง 0.7% สะท้อนให้เห็นรายได้และอำนาจใช้จ่ายของครัวเรือนที่ดีขึ้น

นายปรเมธี กล่าวว่า ในส่วนของการออมนั้นพบว่า ณ สิ้นปี 2559 คนไทยมีการออมมากขึ้น พบว่าจำนวนผู้ประกันตนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 14.04 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.8% จากปีก่อน โดยผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ซึ่งเป็นแรงงานนอกระบบมีจำนวน 2.24 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.8% ขณะที่กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กอช.มีสมาชิกทั้งสิ้น 524,317 คน เพิ่มขึ้น 31.6% โดยสมาชิกส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง 30-50 ปี ซึ่งการออมยังเกิดขึ้นช้า จะต้องมีแผนการกระตุ้นการออมในกลุ่มอายุ 15-40 ปีมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม พบว่าจากแรงงานทั้งหมดในระบบ มีแรงงานกว่า 50% หรือ 18 ล้านคน ยังไม่มีหลักประกันด้านรายได้หลังเกษียณและส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่ง ผลักดันให้แรงงานเข้าสู่ระบบมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล