
หนึ่งวัน...จอดสนิท
โดย...ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์น่าปวดหัวในกรุงเทพฯ เมื่อกองขยะใต้สะพานไทย-เบลเยี่ยมบนถนนพระราม 4 เกิดไฟไหม้จนขึ้นลุกลามสร้างความเสียหายกับสะพาน รถขึ้นไม่ได้ ทำให้รถติดตลอดถนนพระราม 4 ไปจนถึงสนามหลวงและถนนสุขุมวิทนอกจากนี้ แม้แต่ทางด่วนก็กลายเป็นอัมพาต หลายคนต้องพึ่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเพื่อไปให้ทันนัดหมาย กลายเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ทั้งตื่นเต้นและหงุดหงิดของคนกรุงเทพฯ อีกครั้งไม่อยากจินตนาการว่า หากเกิดอุบัติเหตุกับสองสะพานข้ามแยกพร้อมกัน กรุงเทพฯ อาจกลายเป็นอัมพาตทั้งเมือง!เหตุการณ์นี้แน่นอนว่าจะผ่านไป สะพานก็จะกลับมาใช้ได้ใหม่ แต่เรื่องนี้บอกอะไรแก่คนกรุงเทพฯ ถึงระบบการจัดการเมืองที่อาจไม่ได้ประสานเป็นหนึ่งเดียว จะเห็นว่าเมื่อไฟไหม้สะพานไทย-เบลเยี่ยม แต่ทางด่วนยังเปิดทางลงบนถนนพระราม 4 เกิดรถติดยาวหลายกิโลเมตร ตำรวจจราจรยังปล่อยให้รถทั้งขาเข้า-ขาออกสัญจรเข้ามาโดยไม่ระบายไปทางอื่นเมื่อไฟเริ่มไหม้ขยะ แต่กลับไม่มีระบบแจ้งเตือนทันท่วงที ขณะที่รถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดินยังคงวิ่งด้วยความถี่ตามปกติ แทนที่จะวิ่งให้มากรอบยิ่งขึ้น เพื่อระบ
โดย...ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์น่าปวดหัวในกรุงเทพฯ เมื่อกองขยะใต้สะพานไทย-เบลเยี่ยมบนถนนพระราม 4 เกิดไฟไหม้จนขึ้นลุกลามสร้างความเสียหายกับสะพาน รถขึ้นไม่ได้ ทำให้รถติดตลอดถนนพระราม 4 ไปจนถึงสนามหลวงและถนนสุขุมวิท
นอกจากนี้ แม้แต่ทางด่วนก็กลายเป็นอัมพาต หลายคนต้องพึ่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเพื่อไปให้ทันนัดหมาย กลายเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ทั้งตื่นเต้นและหงุดหงิดของคนกรุงเทพฯ อีกครั้ง
ไม่อยากจินตนาการว่า หากเกิดอุบัติเหตุกับสองสะพานข้ามแยกพร้อมกัน กรุงเทพฯ อาจกลายเป็นอัมพาตทั้งเมือง!
เหตุการณ์นี้แน่นอนว่าจะผ่านไป สะพานก็จะกลับมาใช้ได้ใหม่ แต่เรื่องนี้บอกอะไรแก่คนกรุงเทพฯ ถึงระบบการจัดการเมืองที่อาจไม่ได้ประสานเป็นหนึ่งเดียว จะเห็นว่าเมื่อไฟไหม้สะพานไทย-เบลเยี่ยม แต่ทางด่วนยังเปิดทางลงบนถนนพระราม 4 เกิดรถติดยาวหลายกิโลเมตร ตำรวจจราจรยังปล่อยให้รถทั้งขาเข้า-ขาออกสัญจรเข้ามาโดยไม่ระบายไปทางอื่น
เมื่อไฟเริ่มไหม้ขยะ แต่กลับไม่มีระบบแจ้งเตือนทันท่วงที ขณะที่รถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดินยังคงวิ่งด้วยความถี่ตามปกติ แทนที่จะวิ่งให้มากรอบยิ่งขึ้น เพื่อระบายคนแทนการจราจรบนท้องถนนที่เป็นอัมพาตไปเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่บริษัทเอกชนหรือหน่วยงานราชการบนพื้นที่ผลกระทบ ยังคงให้พนักงานมาทำงานตามปกติ แทนที่จะเลื่อนเวลาเข้างานออกไป
ทั้งหมดนี้ไม่มีใครผิด แต่ที่เกิดขึ้นเพราะ “ไม่รู้” ซึ่งอาจเกิดจากขาดการประสานงาน หรือถึงแม้มีการประสานงานไปแล้วก็ “ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ” เพราะขาดกระบวนการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ ทั้งๆ ที่เรื่องแบบนี้กรุงเทพฯ มีความเสี่ยงสูงที่สุดเมืองหนึ่งในโลก คำถามที่ตามมาคือ “แล้วเราจะแก้ไขอย่างไร”
ประเด็นแรก ต้องแก้ไขเรื่อง “ความไม่รู้” หรือ “รู้ช้าไป” ทำได้ด้วยเทคโนโลยี ซึ่งมีทั้งระบบกล้องอัจฉริยะที่รายงานสิ่งผิดปกติได้ทันที และสามารถแจ้งเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ในเวลาเดียวกัน ไม่ต้องไล่โทรทีละคนแบบโบราณ แบบนี้ก็รู้ทันที รู้พร้อมกัน
ประเด็นที่สอง ต้องแก้ไขเรื่อง เมื่อรู้แล้ว แต่ “ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ” ทำได้ด้วยการมีมาตรการเตรียมพร้อมจากส่วนกลางล่วงหน้า เช่น เมื่อได้รับรายงานสิ่งผิดปกติบนถนนพระราม 4 ไปยังตำรวจจราจร ซึ่งต้องมีมาตรการระบายรถทันที ไม่ใช่ไม่แก้ตามสถานการณ์ในพื้นที่ หรือทางด่วนต้องปิดทางลงถนนพระราม 4 ทันที และอาจให้รถผ่านฟรีในบางจุด ซึ่งรัฐสามารถชดเชยให้ได้ ถูกกว่าความสูญเสียจากกรุงเทพฯเป็นอัมพาต หรือหลายถนนติดทางเดียวอีกทางว่าง ก็สามารถเพิ่มช่องทางจราจรได้ทันที การระบายรถจะทำได้คล่องตัวยิ่งขึ้น จึงเห็นว่าปัญหาที่ว่าใหญ่นี้จริงๆ แล้วจัดการได้
ประการที่สาม ต้องแก้ไขเรื่องโครงสร้างการบริหารกรุงเทพฯ อย่างจริงจังเสียที ที่ควรจะรวมการจัดการสาธารณูปโภคและงานจราจรมารวมกับกรุงเทพฯ เพราะปัจจุบันคือต่างคนต่างทำ เสียทรัพยากรที่ซ้ำซ้อน เสียทั้งโอกาสในการจัดการแบบบูรณาการ
ลองดูมหานครอย่างนิวยอร์ก ลอนดอน คนก็ไม่น้อยกว่ากรุงเทพฯ ปัญหาก็ซับซ้อน แต่สามารถบริหารจัดการได้มีประสิทธิภาพกว่ามาก เพราะโครงสร้างการบริหารเมืองทำได้แบบเบ็ดเสร็จ ผู้ว่าฯ หรือนายกเทศมนตรีคุมทั้งการบริหารเมือง ตำรวจ ระบบรักษาความปลอดภัย ระบบขนส่งมวลชนทุกระบบ ทั้งรถเมล์ รถไฟ ทางด่วน
โครงสร้างแบบนี้พิสูจน์ได้ว่าดีกว่าที่แยกกันบริหาร แยกกันทำแบบกรุงเทพฯ แค่เรื่องเอาสายไฟฟ้าลงดินกี่สิบปีแล้วก็ยังไม่เห็นผลชัดเจน ในยุคที่รัฐมีอำนาจในปัจจุบัน ควรมาทำเรื่องนี้ให้เห็นผลโดยเร็ว
ปรากฏการณ์ หนึ่งวัน...จอดสนิท เป็นสัญญาณแจ้งเตือนแล้วว่าถึงเวลาที่การบริหารกรุงเทพฯ ต้องปรับเปลี่ยน ไม่เช่นนั้นอนาคตของมหานครของเราก็คงจอดสนิทเช่นกัน







