
ยังมีสภาพคล่องอีกมากที่พร้อมจะไหลเข้าตลาดหุ้น
....สุกิต อุดมศิริกุล
สวัสดีครับทุกท่าน สำหรับประเด็นที่ผมจะขอนำเสนอความเห็นของผมในสัปดาห์นี้ คือ มุมมองต่อตลาดหุ้นในช่วงนี้ ซึ่งถือว่าดีขึ้นมากหรืออาจจะเรียกได้ว่าดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากจะพูดถึงดัชนี 1,000 จุด ในช่วงนี้ก็คงไม่รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมครับ เพราะจากระดับดัชนีในขณะนี้ก็อีกไม่ถึง 6% เท่านั้นเอง นอกจากนี้ที่ผมกล่าวถึงว่าตลาดหุ้นดีนั้นไม่ได้เฉพาะตลาดหุ้นไทยเท่านั้น แต่รวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศต้นเหตุของปัญหาอีกด้วย หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีดาวโจนส์สามารถกลับมายืนในเดือนบวกของปี 2553 ได้สำเร็จอีกครั้ง
สำหรับการฟื้นตัวของดัชนีดาวโจนส์ในสัปดาห์ที่ผ่านมาจนสามารถกลับมายืนในแดนบวกของปี 2553 ได้ ถือว่าเป็นการสะท้อนภาพของตลาดที่คลายความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจถดถอยรอบ 2 ของสหรัฐ (A DoubleDip Recession) ซึ่งจากนี้ไป ผมเชื่อว่าความกังวลดังกล่าวจะคลายตัวลงตามลำดับ ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงที่เหลือของปี 2553 แต่ก็จะเป็นปัจจัยลบต่อ ราคาพันธบัตร ราคาทองคำ และเงินเหรียญสหรัฐ (ค่าเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่า)
หากทุกท่านที่ติดตามบทความของผมคงจะจำได้ว่าผมเคยให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอยรอบ 2 ของสหรัฐว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากผมมั่นใจในนโยบายของสหรัฐที่จะสามารถจัดการความเสี่ยงดังกล่าวได้ ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นก็เป็นจริงอย่างที่คาดการณ์ คือ ธนาคารกลางสหรัฐได้ประกาศความพร้อมในการเข้าช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยในขั้นแรกได้ประกาศว่าจะนำเงินทุนที่ได้มีการซื้อสินทรัพย์ ได้แก่ ตราสารหนี้ที่ผูกติดกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยมาลงทุนต่อในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เพื่อเป็นการยืนยันตลาดการเงินว่ายังคงมีสภาพคล่องเพียงพอ และบริหารจัดการอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของรัฐบาลให้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งถือเป็นต้นทุนของรัฐบาลในการระดมทุน เนื่องจากสหรัฐยังคงขาดดุลการคลัง
นอกจากนี้ ยังพบว่าตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่เพิ่งประกาศมาในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ ตัวเลขดัชนีภาคการผลิต และการจ้างงานนอกภาคเกษตร ถึงแม้ว่ายังคงส่งสัญญาณชะลอตัวแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายมากนัก โดยภาคเอกชนมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 6.7 หมื่นตำแหน่ง ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 ด้านอัตราการว่างงานทรงตัวอยู่ที่ 9.6% ทั้งนี้หากย้อนกลับไปที่การรายงานตัวเลข GDP ไตรมาส 2/2553 ของสหรัฐครั้งที่ 2 ที่ถึงแม้จะขยายตัวลดลงเหลือ 1.6% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ครั้งแรกที่ 2.4% แต่หากพิจารณารายละเอียด จะพบว่าตัวเลขด้านการใช้จ่ายของภาคเอกชนดีขึ้นกว่าไตรมาส 1/2553 ซึ่ง GDP ขยายตัวกว่า 3% เสียอีก แสดงให้เห็นว่าการใช้จ่ายของภาคเอกชน ซึ่งเป็นภาคที่มีความสำคัญต่อสหรัฐกำลังฟื้นตัว แต่ส่วนที่แย่ลง ได้แก่ ภาคการส่งออก ซึ่งคาดว่าเกิดจากปัญหาวิกฤตหนี้ยุโรปและการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ
นอกจากสหรัฐแล้วประเทศในกลุ่มยุโรปซึ่งในไตรมาส 2/2553 ได้สร้างความวิตกว่าจะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ล่าสุดก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ECB ได้มีการปรับประมาณการ GDP ปี 2553 เพิ่มขึ้นจาก 1% เป็น 1.6% ส่วนในปี 2554 คาดการณ์ว่า GDP จะขยายตัวระหว่าง 0.52.3% เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 0.22.2% หลังจากมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าตลาดการเงินในยุโรปฟื้นตัวดีขึ้นแล้ว ซึ่งคาดว่าจะส่งผลบวกเพิ่มเติมต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมากขึ้น
ประเด็นสำคัญที่สุดที่ผมอยากจะนำเสนอก่อนที่จะวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทย คือ ในวันพุธนี้ประธานาธิบดี บารัก โอบามา จะแถลงถึงแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ซึ่งรวมถึงเป็นการเรียกคะแนนความนิยมกลับคืนด้วย หลังจากเริ่มตกลงตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมก่อนที่จะมีการเลือกตั้งกลางสมัยในอีก 2 เดือนข้างหน้า และเพื่อให้ภาวะเศรษฐกิจเป็นไปตามเป้าหมายของทีมงานด้านเศรษฐกิจที่ต้องการเห็น GDP มากกว่า 4% และการว่างงานน้อยกว่า 8% โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะมีเรื่องการขยายเวลาในการลดภาษีซึ่งคิดเป็นมูลค่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนมาตรการอื่นๆ คงต้องติดตาม โดยส่วนตัวผมคิดว่าแถลงการณ์ของประธานาธิบดีโอบามาในครั้งนี้จะเป็นที่จับตาของตลาดมาก เพราะนอกจากจะเป็นประเด็นเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ยังถือว่าเป็นประเด็นทางการเมืองเกี่ยวข้องด้วย ผมเชื่อว่าโอบามาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเรียกคะแนนคืนมาก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึง
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้คงต้องบอกว่า 1,000 จุด อยู่แค่เอื้อมจริงๆ ถึงแม้โดยส่วนตัวผมจะเห็นว่าเป็นการร้อนแรงมากเกินไปหากดัชนีจะขึ้นถึง 1,000 จุด ในปีนี้ตามที่ได้เคยแสดงความเห็นไปแล้วก่อนหน้า อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าในระยะสั้นมีโอกาสสูงที่ตลาดจะปรับตัวขึ้นถึง 1,000 จุด ได้เร็วๆ นี้ โดยมีเหตุผลสำคัญ คือ ความกลัวที่ลดลง ส่งผลให้เงินทุนอาจเคลื่อนย้ายออกจากตลาดพันธบัตรมาสู่ตลาดหุ้นเพื่อเป็นการปรับสมดุลพอร์ตการลงทุนรอบใหม่ ทั้งนี้ผมยังคาดว่ามีโอกาสจะเกิดขึ้นในตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นทั่วโลกด้วย เนื่องจากพบว่าเงินทุนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในตลาดพันธบัตรมากกว่าตลาดหุ้น เนื่องจากตลาดพันธบัตรมีความเสี่ยงต่ำ ดังนั้นหากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น ก็มีแนวโน้มที่จะย้ายเงินทุนออกจากตลาดพันธบัตรที่ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนต่ำและมีความเสี่ยง หากอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงขาขึ้นมาลงทุนในตลาดหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนสูงกว่าเพิ่มขึ้น
โดยสรุปกลยุทธ์ในช่วงนี้ แนะนำซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร ค้าปลีก วัสดุก่อสร้าง และอาหาร ซึ่งราคาหุ้นอาจจะชะลอตัวลงบ้าง หลังจากกลุ่มพลังงานฟื้นตัวแรงจากข่าวดีกรณีมาบตาพุด แต่หากประเมินจากราคาหุ้นพบว่าฟื้นตัวกลับมาเท่ากับช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์มาบตาพุดแล้ว รวมถึงปรับตัวขึ้นเข้าใกล้มูลค่าที่เหมาะสม ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบทรงตัวทำให้กำไรของกลุ่มไม่มีโอกาสสูงกว่าคาดการณ์ ดังนั้นการปรับตัวขึ้นต่อไปคงเป็นอิทธิพลของเงินทุนต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งหมายถึงว่าจะเริ่มมีความผันผวน หุ้นเด่น KTB CPALL TSTH TVO
ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองครับ







