
เรดดี้แพลนเน็ตสบช่องรุก ดึงโรงแรมทำตลาด
พฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคนี้ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดการเดินทางล้วนมีช่องทางดิจิทัลมาเกี่ยวข้อง
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
พฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคนี้ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดการเดินทางล้วนมีช่องทางดิจิทัลมาเกี่ยวข้อง เริ่มจากฝันว่าจะไปที่ไหน จากนั้นไปค้นหาข้อมูลจุดหมายที่ฝันในโลกออนไลน์แล้วจองผ่านออนไลน์ พอไปเที่ยวจริงก็นำประสบการณ์ท่องเที่ยวมาแบ่งปันผ่านโลกออนไลน์ กลายเป็นแรงบันดาลใจทำให้นักเดินทางคนอื่นเกิดความฝันอยากไปเที่ยวบ้าง ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจึงมิอาจละความสนใจในการทำตลาดดิจิทัลได้เลย
ทรงยศ คันธมานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต เปิดเผยว่า ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องประยุกต์ใช้สื่อดิจิทัลในการทำธุรกิจอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น และยังเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศ นำเงินเข้าประเทศมากที่สุดติดอันดับ 1 ใน 2
ที่ผ่านมา เรดดี้แพลนเน็ต มีบริการทำตลาดดิจิทัลกับลูกค้าทุกกลุ่มอุตสาหกรรม และพบว่ากลุ่มที่น่าจะขยายตลาดได้มากขึ้นก็คือโรงแรมที่ต้องพึ่งพาช่องทางดิจิทัลแต่กลับมีอุปสรรค คือ หากทำตลาดดิจิทัลผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่ายท่องเที่ยวออนไลน์ (โอทีเอ) ต้องเสียค่าคอมมิชชั่นให้สูงมาก จึงเข้ามาเจาะตลาดนี้ด้วยการนำเสนอทางเลือกที่น่าสนใจ
ทั้งนี้ เรดดี้แพลนเน็ต ได้เข้าไปร่วมทุนกับ บริษัท อี-ทราเวล มาร์เก็ตติ้ง โดยเข้าถือหุ้น 52% เพื่อขยายตลาดลูกค้าท่องเที่ยวเชิงรุก สาเหตุที่เลือกร่วมทุนกับอี-ทราเวล มาร์เก็ตติ้ง เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญการทำตลาดออนไลน์ เคยทำงานกับโอทีเอ อยู่ในระบบการท่องเที่ยวออนไลน์มากว่า 20 ปี จึงเข้าใจการแข่งขันและเข้าใจตลาดนี้ดี มีฐานลูกค้าโรงแรม 3-4 ดาวที่ทำตลาดให้กว่า 100 แห่ง มีกรณีศึกษาของลูกค้าที่สามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นได้จริง
นอกจากการร่วมทุนครั้งนี้แล้วบริษัทยังมีแผนเจาะลูกค้าแต่ละกลุ่มธุรกิจเชิงลึกมากขึ้นกับกลุ่มธุรกิจอื่นด้วย 2 วิธีการคือ พัฒนาเทคโนโลยีมารองรับความต้องการแต่ละอุตสาหกรรมเอง และการไป
ร่วมทุนกับผู้ประกอบการที่เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้นอยู่แล้วเหมือนที่ทำกับอี-ทราเวล มาร์เก็ตติ้ง
ฉัตรชัย ทวีเดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท อี-ทราเวล มาร์เก็ตติ้ง กล่าวว่า นอกจากอยู่ในตลาดท่องเที่ยวออนไลน์มานาน บริษัทยังมีพันธมิตรระดับโลก เช่นกูเกิล เพย์พัล เป็นปัจจัยสำคัญทำให้วางกลยุทธ์ทำตลาดดิจิทัลให้โรงแรมได้ดีเพราะเข้าใจว่าผู้ประกอบการมีปัญหาอะไร และลูกค้าสมัยใหม่ต้องการอะไร จากประสบการณ์พบว่า โรงแรมส่วนใหญ่พึ่งพิงการทำตลาดดิจิทัลผ่านโอทีเอเป็นหลัก หลายโรงแรมไม่เชื่อในการใช้เว็บไซต์โรงแรมว่าสามารถเปลี่ยนมาใช้ทำตลาดดิจิทัลได้นอกเหนือจากเป็นแค่ช่องทางให้ข้อมูลอย่างเดียว
“แม้กระแสลูกค้าจะชอบจองโรงแรมผ่านโอทีเอ ก็ยังมีอีกกลุ่มที่ต้องการจองตรงกับเว็บไซต์โรงแรม แต่ในไทยไม่มีบุคลากรและเครื่องมือที่พร้อมในการทำเว็บไซต์โรงแรมให้ทำตลาดและขายโดยตรงได้ อี-ทราเวล มาร์เก็ตติ้ง จึงนำบริการมาเสริม” ฉัตรชัย กล่าว
สำหรับภาพรวมตลาดผู้ให้บริการทำตลาดดิจิทัลกับโรงแรมในไทย แทบไม่มีบริษัทใดเป็นคู่แข่งโดยตรงกับอี-ทราเวล มาร์เก็ตติ้ง เพราะส่วนใหญ่มีบริการทำตลาดดิจิทัล หรือบริการระบบการจองห้องพักกับโรงแรมเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้มีบริการครบวงจรเหมือนที่บริษัทนำเสนอ ประกอบกับเรดดี้แพลนเน็ตได้เข้ามาร่วมทุนด้วย ซึ่งเรดดี้แพลนเน็ต เชี่ยวชาญช่องทางการทำตลาดผ่านไป่ตู้ และเฟซบุ๊ก จึงน่าจะมาเสริมบริการทำตลาดดิจิทัลที่อี-ทราเวล มาร์เก็ตติ้ง มีอยู่แล้วให้แข็งแกร่งขึ้น
ฉัตรชัย กล่าวว่า หลังเรดดี้แพลนเน็ตร่วมทุน ปีนี้ตั้งเป้าหมายมีโรงแรมเข้ามาใช้บริการเพิ่ม 300 แห่ง ทำให้รายได้เพิ่มขึ้น 40% ในจำนวนนี้คาดว่า 200 แห่ง เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักโรงแรมระดับ 2-3 ดาว คาดว่าจะเข้ามาใช้บริการเพิ่มได้เพราะมีศักยภาพจะเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจโดยใช้การตลาดดิจิทัล ส่วนที่เหลือจะเป็นโรงแรมระดับ 3 ดาวครึ่งขึ้นไปปัจจุบันมีโรงแรมเป็นลูกค้าอยู่แล้ว 800 แห่ง
บริษัทจะเจาะกลุ่มเป้าหมายผ่านการเดินสายจัดสัมมนาให้ความรู้เรื่องการทำตลาดดิจิทัลทั่วประเทศ โดยร่วมมือกับสมาคมท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ เบื้องต้นปีนี้จัดสัมมนา 5 ครั้ง อยู่ในกรุงเทพฯ 3 ครั้ง และต่างจังหวัด 2 ครั้ง โดยในต่างจังหวัดมองไว้ที่เกาะสมุยที่แรก ที่ผ่านมากลุ่มคนรุ่นใหม่นิยมมาลงทุนสร้างโรงแรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ (บูติก โฮเต็ล) ที่มีห้องพักไม่เกิน 30 ห้อง กลุ่มนี้คือกลุ่มสำคัญที่น่าจะสนใจเข้ามาใช้บริการทำตลาดดิจิทัล







