
เซ็นทรัลจัดทัพเชื่อมออฟไลน์ออนไลน์
โดย...จะเรียม สำรวจ
แม้ว่าปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะประสบกับปัจจัยลบหลายด้าน แต่บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลก็สามารถพาธุรกิจเติบโตสวนกระแสปัจจัยลบ ด้วยการมียอดขายอยู่ที่ 332,700 ล้านบาท เติบโต 17.2% จากปี 2558 ที่มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 283,450 ล้านบาท เนื่องจากปีที่ผ่านมามีการเดินหน้าขยายการลงทุนธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในส่วนของการขยายธุรกิจศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าได้เปิดให้บริการไปด้วยกัน 3 แห่ง ประกอบด้วย ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา นครศรีธรรมราช ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน นครศรีธรรมราช และเปิดห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ ลพบุรี
นอกจากนี้ ยังเปิดร้านค้าใหม่ในไทยและประเทศเวียดนามรวม 271 สาขา แบ่งเป็น ร้านอาหาร 81 สาขา ร้านสะดวกซื้อ 48 สาขา ซูเปอร์มาร์เก็ต 32 สาขา ร้านค้า เฉพาะทาง 47 สาขา ร้านสินค้าแฟชั่น 26 สาขา ขณะเดียวกันก็มีการขยายธุรกิจคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ เอสเซ็นท์อีก 3 โครงการ ธุรกิจโรงแรมอีก 3 แห่ง และได้ทำการควบรวมกิจการห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี เวียดนาม และธุรกิจออนไลน์ ซาโลร่า
จากผลการตอบรับที่ดีดังกล่าว ทำให้ในปีนี้ บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลยังเดินหน้าขยายธุรกิจทั้งในประเทศ และต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ภายใต้งบลงทุนรวมกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งในเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท จะแบ่งไปใช้กับการลงทุนวางระบบเพื่อปูพื้นฐานธุรกิจออนไลน์
ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งการวางแผนทำธุรกิจดิจิทัล หลังจากช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาบริษัทให้ความสำคัญกับการขยาย ธุรกิจในต่างประเทศมาตลอด ซึ่งปัจจัยที่ทำให้บริษัทหันมาให้ความสำคัญ กับโลกดิจิทัลมากขึ้น เพราะต้องการขยายฐานกลุ่มเป้าหมายเชื่อมโยง ลูกค้าบนโลกดิจิทัล เพื่อเข้าถึงทุกความต้องการของลูกค้าทุกมิติ ด้วยการพัฒนาธุรกิจให้เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมต่อกับผู้บริโภคบนโลกออนไลน์
จากการปรับแผนการดำเนินธุรกิจดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลต้องทรานส์ฟอร์มตัวเองครั้งใหญ่ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการพัฒนาคน พัฒนาระบบ หรือพัฒนาการบริการ เพื่อให้ลูกค้ามีความสะดวกในการซื้อสินค้า ไม่ว่าจะเป็นช่องทางออฟไลน์หรือช่องทางออนไลน์
แนวทางการดำเนินธุรกิจนับ จากนี้ บริษัทต้องการที่จะเชื่อมโลกของธุรกิจออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งจากแนวทางการดำเนินงานดังกล่าว นอกจากจะต้อง เตรียมความพร้อมในด้านของเทคโนโลยีและบุคลากรแล้ว ยังต้องมีความ พร้อมในด้านของระบบโลจิสติกส์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนว่าจะดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์อย่างไร และจากความพร้อมที่ต้องเตรียมดังกล่าว คาดว่าปี 2561 อาจต้องใช้งบลงทุนเพิ่มเป็น 1 หมื่นล้านบาท จากปีนี้ คาดว่าจะใช้ที่ประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท
ในส่วนของแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่จะเดินไปนับจากนี้ เพื่อต้อนรับอนาคตสู่การเป็น ดิจิทัล เซ็นทราลิตี้ คือ การสร้างวัฒนธรรมการให้บริการโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ดำเนินแผนการตลาดและการสื่อสารในรูปแบบใหม่ เพิ่มศักยภาพบุคลากรทางด้านดิจิทัล ใช้ศักยภาพที่แข็งแกร่งของทั้งกลุ่ม
พร้อมกันนี้ยังรวมศักยภาพของธุรกิจในเครือบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเพิ่มสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับลูกค้าและพันธมิตร ทางธุรกิจ การพัฒนาออนไลน์แพลต ฟอร์มให้ดีที่สุดในโลก เพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการแบบใหม่ให้ลูกค้าประทับใจมากที่สุด ซึ่งจากแนวทางธุรกิจดังกล่าวทำให้ทุกคนในองค์กรต้องปรับตัวตามโลกดิจิทัลให้ทัน
จากแนวทางดังกล่าว บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลคาดว่าในอีก 5 ปีนับจากนี้ จะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจออนไลน์จากปัจจุบัน 1% เพิ่มเป็น 15% ได้อย่างแน่นอน







