
ศรีไทยฯผ่าโครงสร้างซื้อกิจการ-ลงทุนเทคโนโลยี
โลกการค้าที่เปลี่ยนเร็วทำให้ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ก้าวสู่การปรับโครงสร้างธุรกิจเป็นโฮลดิ้ง
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
โลกการค้าที่เปลี่ยนเร็วทำให้ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ก้าวสู่การปรับโครงสร้างธุรกิจเป็นโฮลดิ้ง มองถึงสร้างการเติบโตด้วยการเข้าซื้อกิจการที่เกี่ยวเนื่องและยึดหลักแตกบริษัทเพื่อการเติบโต เป็นการพลิกองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540
สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาชนะเมลามีนศรีไทยซุปเปอร์แวร์ เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนปรับโครงสร้างทางธุรกิจ โดยบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จะปรับเป็นบริษัท ศรีไทยโฮลดิ้ง เพื่อลงทุนซื้อกิจการในธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลัก ปีนี้บริษัทวางงบ 500 ล้านบาท ซื้อกิจการพลาสติกที่ไทยมูลค่า 200-300 ล้านบาท กับเวียดนามมูลค่า 300-400 ล้านบาท เพื่อเป็นฐานผลิตรองรับกับการเติบโตและด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวการซื้อกิจการทำให้ได้ในราคาที่ไม่สูง
ขณะที่บริษัทลูกในศรีไทยโฮลดิ้ง มีด้วยกัน 3 บริษัท ประกอบด้วย ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ดำเนินธุรกิจภาชนะเมลามีน ศรีไทยพลาสติก ดำเนินธุรกิจพลาสติก และศรีไทยเน็ทเวิร์ค ดำเนินธุรกิจขายตรงผ่านทางช่องทางอี-คอมเมิร์ซ การแตกธุรกิจครั้งนี้ทำให้บริหารคล่องตัว สู่เป้าหมายการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป ซึ่งบริษัท ศรีไทย ในเวียดนาม ก็มีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดี การแยกบริษัททำให้ภาพลักษณ์ของศรีไทยมีความชัดเจนยิ่งขึ้น หลายคนรู้จักศรีไทยเฉพาะการทำธุรกิจซุปเปอร์แวร์อย่างเดียว โดยการปรับโครงสร้างแล้วเสร็จในปลายปี คาดว่าจะผลักดันให้รายได้ของบริษัทในอีก 4 ปีข้างหน้า แตะ 2 หมื่นล้านบาท จากรายได้ทั้งปีราว 1 หมื่นล้านบาท เติบโต 12-14% ซึ่งปัจจุบันโครงสร้างรายได้ของบริษัทมาจากศรีไทยพลาสติก 70% ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ 25% และศรีไทยเน็ทเวิร์ค 5% จากปีที่ผ่านมารายได้ 9,300 ล้านบาท
"ในอนาคตศรีไทยโฮลดิ้งอาจจะลงทุนธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มเติม เช่น ศรีไทยเทคโนโลยีก็เป็นได้ เพราะกลุ่มธุรกิจพลาสติกสเต็ปต่อไป คือ การพัฒนาไปเป็นเทคโนโลยีไบโอพลาสติก ความท้าทายของศรีไทยในยุคนี้ คือ บริษัทต้องทรานส์ฟอร์มลงทุนทางด้านเทคโนโลยี จากที่ผ่านมาธุรกิจเราพึ่งพาการซื้อเครื่องจักรจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งยังเร่งพัฒนาคนให้มีความทักษะด้านเทคโนโลยี"
สำหรับการปลุกปั้นศรีไทยเน็ทเวิร์ค ธุรกิจขายตรงที่กำลังเข้าสู่อี-คอมเมิร์ซ มองว่าเป็นช่องทางที่มีศักยภาพ พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์มากกว่าออฟไลน์ บริษัทได้ทุ่มงบ 10 ล้านบาท เปิดตัวเอสเทค รุกโซเชียลคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์ม โดยออกแบบให้เว็บไซต์ผสมระหว่างมาร์เก็ตเพลสและโซเชียลคอมเมิร์ซ
ทั้งนี้ในช่วงแรกจะจำหน่าย สินค้าของบริษัท ศรีไทยเน็ทเวิร์ค 60 รายการ และไตรมาส 4 ดึงสินค้าจากพันธมิตรเข้ามาจำหน่าย และดึงลูกค้าต่างประเทศมาซื้อ อาทิ เมียนมา ลาว มาเลเซีย วางเป้า 4 ปีได้ 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นในประเทศ 85% ต่างประเทศ 15% ส่วนฐานสมาชิก 8 หมื่นราย ตั้งเป้าปีแรกโต 20%
ในส่วนของการลงทุนของกลุ่มศรีไทย สนั่น กล่าวว่า ปีนี้ไม่ลงทุนมาก 600-700 ล้านบาท จากปกติ 1,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนไปแล้วประกอบกับธุรกิจภายในประเทศไม่ได้ขยายตัวหรือเติบโตมาก แต่จะไปเน้นการลงทุนตลาดอาเซียน
สนั่น กล่าวว่า ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานสานพลังประชารัฐด้านการส่งออกและการ ส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ (D4) การส่งออกของไทยมีโอกาสขยายการเติบโต 3% จากนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ กีดกั้นทางการค้าจีน ส่งผลให้ธุรกิจสหรัฐมองสินค้าผลิตจากไทย โดยในวันที่ 9 มี.ค. จะหารือแนวทางโต หลังเดือน ม.ค. ส่งออกโต 8.8%
ธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทางด้านเทคโนโลยี ไม่แตกต่างกับศรีไทยที่กำลังทรานส์ฟอร์ม สู่องค์กรที่ให้ความสำคัญทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้น และนั่นคือโจทย์ของเจเนอเรชั่นถัดไปที่จะเข้ามารับสานธุรกิจหมื่นล้านในยุคดิจิทัล







