
"สรท."เผยส่งออกเดือนม.ค.โต8.8%
สรท.เผยส่งออกเดือนแรกของปีโต 8.8% ชี้ได้ปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบ ส่วนไตรมาสสามแรงหนุนมีโอกาสขยายตัวทะลุ 3%
สรท.เผยส่งออกเดือนแรกของปีโต 8.8% ชี้ได้ปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบ ส่วนไตรมาสสามแรงหนุนมีโอกาสขยายตัวทะลุ 3%
นาย คงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหารสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า การส่งออกในเดือนมกราคม 2560 มีมูลค่าทั้งสิ้น 5.98 แสนล้านบาท ขยายตัว 8.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ควบคู่ไปกับมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทซึ่งขยายตัวเช่นกันที่ 8.2% โดยการส่งออกในช่วงเวลาดังกล่าวได้ปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนี่องเช่นเดียวกับราคาทองคำแท่งที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 200% ตลอดจนการเร่งสั่งสินค้าสำหรับช่วงเทศกาลตรุษจีนที่มียอดสั่งซื้ออย่างมากในเดือนธันวาคมปีก่อน โดยกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าขยายตัวสูงที่สุดได้แก่ ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป มูลค่า 2.13 หมื่นล้านบาทขยายตัวจากปีก่อน 157.38% ยางพารามูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 62.46% ผลไม้สด ผลไม้แช่แข็งและอบแห้ง มูลค่า 5.6 พันล้านบาท ขยายตัว 48.15%
คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน มูลค่า 6.5 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 30.11% ส่วนด้านสินค้าที่มูลค่าหดตัวในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาได้แก่ กุ้งสดและกุ้งแช่เข็ง มูลค่า 1.75 พันล้านบาท ลดลง 50% ข้าว มูลค่า1.21 หมื่นล้านบาท ลดลง 20.09% และน้ำตาลทราย มูลค่า 4.72 พันล้านบาท ลดลง 26.23% อย่างไรก็ตามด้านประเทศคู่ค้าหลักที่มีมูลค่าส่งออกขยายตัวมากที่สุดได้แก่ สิงคโปร์มูลค่ารวม 2.62 หมื่นล้านบาทขยายตัว 49.84% ประเทศจีน มูลค่ารวม 7.52 หมื่นล้านบาทขยายตัว 30.82% และสหรัฐอเมริกา มูลค่า 6.75 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 9.48% ส่วนญี่ปุ่นมูลค่า 5.58 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 6.38%
ด้านนาย นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า สรท.ยังคงเป้าหมายการเติบโตของตลาดส่งออกไทยไว้ที่ 2%-3% เช่นเดิม แต่ทั้งนี้คาดว่าการส่งออกในเดือนกุมภาพันธ์จะกลับมาติดลบอีกครั้งหนึ่งที่ 4% จากปัจจัยลบด้านการสั่งซื้อสินค้าที่ค่อนข้างชะลอตัวในเดือนมกราคม ส่งผลให้การเติบโตของการส่งออกในไตรมาสแรกของปีนี้จะโตอยู่ที่เพียง 1%-2% จากแรงหนุนของการขยายตัวในเดือนมกราคมและเดือนมีนาคมที่น่าจะกลับมาเติบโตอีกครั้งราว 1.5%-2% อย่างไรก็ตามการเติบโตในไตรมาสที่สองนั้นขึ้นอยู่กับความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจในสหรัฐหากออกมาเป็นที่น่าพอใจจะสนับสนุนให้การส่งออกไทยกลับมาเป็นบวกมากขึ้นในไตรมาสที่สอง และขยายตัวทะลุ 3% ในไตรมาสที่สามของปีนี้
นายนพพร กล่าวต่อว่า ส่วนด้านเป้าหมายการส่งออกที่รัฐบาลตั้งไว้ในปีนี้ 5% นั้น สรท.มองว่ายังมีโอกาสเป็นไปได้แต่ยังคงเป็นสิ่งที่ท้าทายและมีอุปสรรคอย่างมากในปีนี้ โดยเฉพาะด้านข้อตกลงทางการค้าสากลอย่าง ความตกลงการอำนวยความสะดวกในการค้าภายใต้องค์กรการค้าโลก (WTO’s TFA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาและไทยได้ให้ข้อตกลงว่าจะปฏิบัติตามได้ 131 ข้อทันที แต่ทว่าเมื่อตรวจสอบดูแล้วพบว่าไทยยังไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงเป็นจำนวนมาก จนเสี่ยงต่อการถูกกีดกันทางการค้ากับประเทศคู่ค้าสำคัญในอนาคตเนื่องจากหน่วยงานราชการไทยยังไม่เข้าใจตัวบทของข้อตกลงการค้าโลกที่แท้จริงจนอาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดและปัญหาการส่งออกในอนาคตตลอดจนทำให้กระบวนการและระบบการออกใบอนุญาตสินค้าไม่ถูกยอมรับในโลกสากล อีกทั้งในปีนี้จะยังมีการประเมิน IUU ของไทยด้วยถ้าหากผลที่ได้ออกมาไม่ดีก็จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคส่งออกสินค้าประมงและอาหารทะเลของไทย ดังนั้นหากรัฐบาลจะเร่งยอดส่งออกให้เป็นไปตามเป้าจะต้องมองหาข้อตกลงทางการค้ารูปแบบใหม่ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานแบรนด์ไทยและปรับรูปแบบการค้าให้สอดคล้องกับประเทศคู่ค้าที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสั่งซื้อมาเป็นแบบระยะสั้นมากขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องวิเคราะห์ดีมานต์ในกลุ่มตลาดเป้าหมาเพื่อให้การส่งอกสินค้าและบริการสอดคล้องกับความต้องการในแต่ละช่วงร่วมกับร้างช่องทางการขายใหม่ผ่านโลกออนไลน์จะเป็นอีกเครื่องมือในการสร้างโอกาสให้กับผู้ส่งออกไทย
ขณะที่นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ด้านการส่งออกไปสู่ตลาดอาเซียนในปีที่ผ่านมายังถือว่ามีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1.8 ล้านล้านบาทและมีอัตราเฉลี่ยขยายตัวอยู่ที่ 13.2% ส่วนในปีนี้ประเทศที่มีศักยภาพการขยายตัวของตลาดได้ดี ประกอบด้วย เวียดนาม มาเลเซียและอินโดนีเซีย เนื่องจากในปีนี้แต่ละประเทศเดินหน้าลงทุนยกกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ4.0 ตลอดจนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ไปกับศักยภาพการเติบโตของตัวเลขจีดีพีจากกำลังซื้อของประชากรจำนวนมากในกลุ่มประเทศดังกล่าว อย่างไรก็ตามมูลค่าการส่งออกไปสู่ชาติอาเซียนในเดือนแรกของปีนี้ สิงคโปร์มาเป็นอันดับ 1 มูลค่า 2.62 หมื่นล้านบาทขยายตัว 49.84% เวียดนาม มูลค่า 2.46 หมื่นล้านบาทขยายตัว 10.55% ฟิลิปปินส์มูลค่า 1.88 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 9.85% มาเลเซีย มูลค่า 2.61 หมื่นล้านบาทขยายตัว 5.59% อินโดนีเซีย มูลค่า 2.19 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 9.85%







