posttoday
จับตาพัฒนาการ ปัจจัยภายนอก

จับตาพัฒนาการ ปัจจัยภายนอก

27 กุมภาพันธ์ 2560

โดย...อรลักษณ์ วงศ์มาศา

โดย...อรลักษณ์ วงศ์มาศา

สหรัฐต้องมาก่อนคือนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลล์ ทรัมป์ ที่ต้องการปกป้องผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้สหรัฐเสียเปรียบประเทศอื่น และมุ่งเน้นให้เศรษฐกิจขยายตัวผ่านการลดภาษีเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ และการปรับลดกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ การจ้างงานดีขึ้น ท้ายที่สุดจะส่งผลให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

แต่ประธานาธิปดีสหรัฐต้องการเห็นค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า เพื่อหนุนการส่งออกจึงสับสนอยู่ว่าทรัมป์จะมุ่งที่อะไร ทรัมป์เลือกใช้การแทรกแซงค่าเงินโดยใช้คำพูด เริ่มเห็นประธานาธิปดี ทรัมป์ พูดถึงค่าเงินเหรียญสหรัฐว่าอยู่ที่ระดับแข็งค่าเกินไป และมีการพูดถึงค่าเงินของประเทศอื่น

ระยะสั้นให้ติดตามการแถลงนโยบายทรัมป์ ในงานสุนทรพจน์แถลงต่อสภาคองเกรสในวันที่ 28 ก.พ.นี้ โดยนโยบายที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือนโยบายการปรับลดภาษีนิติบุคคล ซึ่งตลาดคาดว่าจะส่งผลให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นมากหนุนให้ดัชนีดาวโจนส์ในช่วงที่ผ่านมาปรับขึ้นมาปิดทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หากออกมาผิดจากที่ตลาดคาดหวังอาจกลายเป็นปัจจัยลบกดดันตลาดหุ้นในระยะสั้นได้

การประชุมเฟดครั้งล่าสุด เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณว่าไม่ควรปล่อยให้ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำนานเกินไป และเจ้าหน้าที่บางรายส่งสัญญาณว่าควรจะปรับขึ้นในเร็วๆ นี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นส่งผลให้ FED Watch tool เพิ่มโอกาสในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน มี.ค. เป็น 22% และเดือน พ.ค. เป็น 43% และเดือน มิ.ย. เป็นเพิ่มขึ้น 45% อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นว่าตลาดไม่ค่อยตอบสนองต่อสัญญาณที่เฟดส่งออกมามาก

เงินเหรียญสหรัฐกลับมาอ่อนค่าลง เนื่องจากตลาดยังคงให้น้ำหนักว่าเฟดน่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน พ.ค. หรือ มิ.ย.มากกว่า ตลาดจึงน่าจะเลือกมองไปยังประเด็นอื่น เช่น นโยบายของทรัมป์ หรือรอดูตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่า ยกเว้นแต่ว่าถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดจะเปลี่ยนไปจากเดิม

ทิศทางน้ำมันคาดปริมาณการผลิตน้ำมันสหรัฐไม่น่าจะขึ้นแบบเร่งตัวมากนัก ทั้งนี้ รายงาน EIA คาดว่าปริมาณผลิตน้ำมันสหรัฐในปี 2560 จะเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยทั้งปี 9 ล้านบาร์เรล/วัน จากปี 2559 ที่ 8.9 ล้านบาร์เรล/วัน ทำให้ประเมินว่าทิศทางราคาน้ำมันโลกจะแกว่งตัว

ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 4 ได้ประกาศออกมาแล้วราว 40% บริษัทที่เหลือน่าจะทยอยประกาศออกมาหมดภายในวันที่ 28 ก.พ.นี้  คาดการณ์กำไรต่อหุ้นปี 2560 ที่สำรวจโดยบลูมเบิร์กอยู่ที่ 107.4 บาท เพิ่มขึ้นราว 13% จากกำไรต่อหุ้นปี 2559

ทั้งนี้ เป้าหมายของดัชนี SET ของ KGI ปีนี้ได้ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 1,600 จุด เป็น 1,610 จุด อิงมาจากอัตราส่วนราคาต่อคาดการณ์กำไรต่อหุ้นปีนี้ของ KGI ที่ 15.7 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปี เนื่องจากมีการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรของหุ้นกลุ่มพลังงาน ในระยะสั้นหลังจากหมดช่วงประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยแล้ว และปัจจัยภายนอกอาจจะมีความผันผวนมากขึ้น ทำให้กลยุทธ์การลงทุนในช่วงสั้นๆ อาจยังเพียงเพื่อรอปัจจัยเพิ่มเติม โดยเฉพาะการประกาศนโยบายครั้งใหญ่ของทรัมป์

เราคาดว่าอาจจะมีการชะลอลงได้ในช่วงหลังการประกาศนโยบายจากแรงขายในลักษณะ Sell on Fact แต่การปรับลงก็น่าจะจำกัดเช่นกัน เนื่องจากน่าจะมีแรงซื้อจากนักลงทุนที่มุ่งหวังเงินปันผล สำหรับกลยุทธ์ของดัชนี SET50 ฟิวเจอร์ส แนะนำให้เทรดดิ้งสัญญา S50H17 ในกรอบ 945-988 โดยแนะนำเปิด Long ที่แนวรับ 960/945 เพื่อรอปิดสถานะช่วงเด้งฟื้นขึ้นไปแนวต้าน 985/1,000 โดยให้ตัดขาดทุนหากหลุดต่ำกว่า 945 หรือแนะนำเปิด Short เมื่อดีดฟื้นขึ้นไปแนวต้าน 985/1,000 และปิดสถานะเมื่อชะลอลงมาที่บริเวณแนวรับ 960/945 โดยให้ตัดขาดทุนหากทะลุเหนือ 1,000

แนวโน้มของทองคำคาดจะแกว่งตัวขึ้นได้แบบจำกัด เนื่องจากในระยะสั้นทิศทางเหรียญสหรัฐเริ่มหยุดการแข็งค่าขึ้นถึงอ่อนค่าลงบ้างจากการแทรกแซงค่าเงิน โดยใช้คำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์ ในเชิงเทคนิคประเมินแนวต้านสำคัญที่บริเวณ

20,800/21,000 หากไม่สามารถปรับขึ้นและทะลุผ่านแนวต้านไปได้ คาดจะสลับแกว่งตัวลงทดสอบแนวรับ 20,200-20,350 แนะนำกลยุทธ์ ลงซื้อ ขึ้นขาย โดยให้เทรดดิ้งทองคำล่วงหน้าสัญญา GF10J17 โดยแนะนำซื้อเมื่อชะลอลงมาบริเวณแนวรับ 20,200-20,350 เพื่อรอขายในช่วงปรับขึ้นไปแนวต้าน 20,800/21,000 โดยให้ตัดขาดทุนหากหลุดต่ำกว่า 19,900

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท